คําเปรียบของผู้บัญชาการทหารสูงสุดที่ว่า “ประเทศไทยเป็นไก่ชนในดงเสือ” ฟังแล้วอาจสะดุดหู แต่ถ้ามองสถานการณ์โลกวันนี้ นับเป็นคำอธิบายที่เห็นภาพ
โลกปัจจุบันไม่ได้อยู่บนกติกาแบบหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่กำลังเข้าสู่ยุคที่อำนาจและผลประโยชน์กลับมาเป็นตัวกำหนดเกมระหว่างประเทศ
สงครามจึงไม่ใช่แค่ปืนหรือรถถัง แต่อยู่ในสงครามการค้า การแข่งขันทางเทคโนโลยี การแย่งชิงทรัพยากร พลังงาน ระบบไซเบอร์ และการต่อสู้ด้านข้อมูลข่าวสาร
คนทั่วไปอาจยังใช้ชีวิตปกติ แต่ความจริงโลกกำลังเผชิญสงครามในอีกรูปแบบหนึ่ง
เมื่อภัยคุกคามเปลี่ยนกองทัพ จึงคิดแบบเดิมไม่ได้ ยุทธศาสตร์ Minimum Viable Defense 2036 จึงน่าสนใจ
เพราะไม่ได้ตั้งเป้าสร้างกองทัพใหญ่ที่สุด แต่ต้องการกองทัพที่ “พอดี มีประสิทธิภาพ คล่องตัวและพร้อมรบ” ใช้ทรัพยากรคุ้มค่า พร้อมรับมือทั้งสงครามรูปแบบเดิมและรูปแบบใหม่
หัวใจสำคัญอยู่ที่ทำให้ทุกเหล่าทัพทำงานร่วมกันได้จริง ไม่ใช่ต่างคนต่างทำเหมือนที่ผ่านมา
ควบคู่กับการนำเทคโนโลยี ระบบอัตโนมัติ โดรนและปัญญาประดิษฐ์เข้ามาเสริมศักยภาพ ผลักดันอุตสาหกรรมป้องกันประเทศเพื่อเพิ่มการพึ่งพาตนเองในระยะยาว
การปฏิรูปครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ใหม่ แต่เป็นการเปลี่ยนวิธีคิด เปลี่ยนโครงสร้างและวัฒนธรรมการทำงาน เพราะสงครามยุคใหม่ไม่เปิดพื้นที่ให้การทำงานแบบแยกส่วนอีกต่อไป
อีกมุมน่าสนใจคือการเปิดพื้นที่ให้ใช้ “จินตนาการ” ในการวางยุทธศาสตร์
การสร้างกองทัพแห่งอนาคตต้องอาศัยทั้งข้อมูล ความคิดสร้างสรรค์และกล้าปรับตัว มากกว่ายึดติดกับตำราเดิม
สิ่งที่ควรจับตาจึงไม่ใช่ชื่อยุทธศาสตร์ หรือโครงสร้างใหม่อย่าง “หน่วยบัญชาการขีดความสามารถร่วม” หรือ JCC แต่คือทัศนคติของผู้นำที่ยอมรับว่า ไม่มีโมเดลไหนเป็นคำตอบสุดท้าย ทุกอย่างเป็นเพียงจุดเริ่มต้น ทดลอง เรียนรู้ และปรับปรุง
การปฏิรูปกองทัพเพื่อให้เป็น “ไก่ติดเดือย” จึงมีแต่การเรียนรู้ ปรับตัวและพัฒนาต่อเนื่องไม่สิ้นสุด
มันฯ มือเสือ