วันที่ 9 ก.ค.นี้ เป็นอีกวันชี้ชะตารัฐบาลของนายอนุทิน ชาญวีรกูล
เพราะเป็นวันที่ศาลรัฐธรรมนูญนัดวินิจฉัยคดีพ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน ที่ฝ่ายค้านยื่นคำร้องให้ตรวจสอบว่าการออกพ.ร.ก.เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ หรือไม่
เรื่องนี้แม้จะเป็นเรื่องข้อกฎหมาย แต่ผลที่ตามมาเป็นการเมืองเต็มรูปแบบ
คำวินิจฉัยอาจส่งผลต่อทั้งเสถียรภาพรัฐบาล ความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจและมาตรฐานการใช้อำนาจของฝ่ายบริหารในอนาคต
ประเด็นใหญ่อยู่ที่วงเงิน 2 แสนล้าน สำหรับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน
ซึ่งฝ่ายค้านเห็นว่าไม่เข้าหลัก “ความจำเป็นเร่งด่วน” ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 และมาตรา 173 เนื่องจากไม่ใช่เหตุฉุกเฉินที่ไม่อาจรอการพิจารณาของรัฐสภาได้ จึงไม่สมควรออกเป็นพ.ร.ก.
ทั้งนี้ หากย้อนดูแนวคำวินิจฉัยที่ผ่านมา ศาลไม่ได้พิจารณาเพียงวัตถุประสงค์การกู้เงิน แต่ให้น้ำหนักกับสภาพวิกฤตขณะนั้นเป็นสำคัญ
ยกตัวอย่างพ.ร.ก.กู้เงิน 3.5 แสนล้านหลังมหาอุทกภัยปี 2554 และพ.ร.ก.กู้เงิน 1.5 ล้านล้านในช่วงโควิด
ต่างก็ได้รับการวินิจฉัยว่าชอบด้วยรัฐธรรมนูญ เพราะเป็นสถานการณ์ที่กระทบประเทศอย่างรุนแรงและต้องใช้อำนาจเร่งด่วน
ขณะที่โครงการกู้เงิน 2 ล้านล้าน เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในปี 2557 ศาลวินิจฉัยว่าไม่เข้าเงื่อนไขจำเป็นเร่งด่วน จึงขัดต่อรัฐธรรมนูญ
นั่นทำให้คดีครั้งนี้เหลือคำตอบแค่สองทาง หากศาลเห็นว่าพ.ร.ก.ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ รัฐบาลก็เดินหน้ากู้เงินต่อได้ อาจปรับรายละเอียดหากศาลมีข้อสังเกต
แต่หากศาลวินิจฉัยว่าพ.ร.ก.นี้ ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ก็จะถือว่า พ.ร.ก.ไม่มีผลบังคับใช้แต่ต้น
นอกจากจะกระทบต่อทิศทางเศรษฐกิจ รัฐบาลอนุทินยังต้องเผชิญแรงกดดันทางการเมือง
แม้กฎหมายจะไม่ได้กำหนดให้นายกรัฐมนตรีต้องลาออกหรือยุบสภา
แต่ในทางการเมืองย่อมเกิดคำถามถึงความรับผิดชอบตามมาอย่างแน่นอน
มันฯ มือเสือ