เหตุเพลิงไหม้โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว คร่าชีวิตผู้คนอย่างน้อย 30 ราย บาดเจ็บหลายสิบคน

ชวนให้นึกถึงโศกนาฏกรรมคล้ายกันในอดีตที่หวนกลับมาซ้ำรอย นั่นเพราะบทเรียนหลายครั้งจบลงแค่การสอบสวนและเยียวยา

ไม่ได้มีการปรับปรุงกฎหมายให้สอดคล้องกับยุคสมัยและการปฏิบัติจริง โดยเฉพาะกฎหมายโซนนิ่งสถานบริการ

ที่พูดถึงกันมากคือ การตีความประเภทกิจการ ผู้ประกอบการจำนวนไม่น้อยจดทะเบียนเป็น “ร้านอาหารที่มีดนตรี” แต่รูปแบบจริงไม่ต่างจากผับหรือสถานบันเทิง มีการเต้นรำ กินดื่มเปิดเพลงดังและปิดดึก

ทำให้หลุดจากมาตรฐานความปลอดภัยที่เข้มงวดกว่า จึงเป็นช่องโหว่กฎหมายที่ควรต้องพิจารณาจากพฤติกรรมจริง ไม่ใช่ดูแค่ชื่อที่จดทะเบียนไว้

ต่อมาคือ มาตรฐานด้านอาคารและวัสดุตกแต่ง หลายร้านยังใช้วัสดุติดไฟง่ายและก่อควันพิษ ทางหนีไฟ ประตูฉุกเฉินและระบบป้องกันอัคคีภัย ไม่ได้รับการตรวจสอบอย่างสม่ำเสมอ

จึงถึงเวลาปรับปรุงกฎกระทรวงให้ครอบคลุมร้านอาหารกึ่งผับทุกขนาด เพิ่มการตรวจประจำปี และเพิ่มบทลงโทษสำหรับผู้ฝ่าฝืนให้หนักพอที่จะไม่คุ้มเสี่ยง

อีกประเด็นคือ การประกันภัยภาคบังคับ สถานประกอบการที่รองรับคนจำนวนมาก ควรต้องมีประกันภัยความรับผิดชอบในวงเงินที่เพียงพอ เพื่อให้ผู้เสียหายและครอบครัวได้รับการเยียวยารวดเร็ว ไม่ต้องต่อสู้คดีแพ่งนานเป็นปีๆ

เหนือสิ่งอื่นใดคือการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง เพราะต่อให้มีกฎหมายดีแต่การนำไปใช้เป็นแค่พิธีกรรม โศกนาฏกรรมก็พร้อมซ้ำรอยทุกเมื่อ

จากนี้มหาดไทย กทม.และทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ต้องปูพรมตรวจสอบสถานประกอบการลักษณะเดียวกันทั่วประเทศ

พร้อมเร่งผลักดันการแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องให้แล้วเสร็จโดยเร็ว แม้จะถูกมองว่า “วัวหายล้อมคอก” ก็ดีกว่าปล่อยให้ผู้บริสุทธิ์ต้องสังเวยชีวิตซ้ำแล้วซ้ำเล่า

เพราะความสูญเสียครั้งนี้ส่วนสำคัญเกิดจากการบังคับใช้กฎหมายและช่องโหว่การตีความประเภทธุรกิจ

ซึ่งรัฐไม่มีข้ออ้างที่จะปล่อยให้ช่องโหว่นี้มีอยู่ต่อไปโดยไม่แก้ไข

มันฯ มือเสือ

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน