เป็นโศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า
สำหรับเหตุการณ์ไฟไหม้สถานบันเทิง โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 30 ศพ
ซึ่งเหตุการณ์ครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรก แต่นับเป็นครั้งที่ 3 แล้วของโศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นกับสถานบันเทิง
ไล่ตั้งแต่ซานติก้าผับ เมาน์เทนบี และล่าสุดโรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว
ทุกครั้งมีการถอดบทเรียน หาทางออก หาทางแก้ แต่สุดท้ายเรื่องเหล่านี้ ก็เกิดขึ้นอีกจนได้ จนหลายคนไม่เชื่อว่าเหตุการณ์ล่าสุดจะเป็นครั้งสุดท้าย
และเมื่อไล่ดูรายละเอียด ก็เป็นเรื่องซ้ำๆ อุปกรณ์ที่ติดไฟได้ง่าย ประตูหนีไฟ ทางเข้าออกที่ไม่เหมาะสม ตลอดจนระบบเตือนภัยที่ใช้การไม่ได้จริง
แถมยังมีปัญหาที่ไม่น่าเชื่อว่าจะเกิดขึ้น อาทิ สถานที่เกิดเหตุเป็นร้านอาหาร ไม่ใช่สถานบันเทิง การกำกับดูแลจึงไม่ครอบคลุมเหมือนเป็นสถานบันเทิง
ทั้งที่ในสภาพข้อเท็จจริง ก็คือเป็นร้านที่เล่นดนตรีสด คนเข้าไปดื่มกิน แถมปิด 02.00 น. ทุกวัน ไม่ใช่ร้านอาหารแน่ๆ
แต่ไม่รู้มีอะไรบังตาให้เจ้าหน้าที่ มองไม่เห็น ไม่ได้สนใจกับสิ่งประหลาดพิกลเหล่านี้
หนำซ้ำหลังเกิดเรื่อง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ ที่เป็นรมว.มหาดไทย ก็ยังตั้งข้อสังเกตถึงเรื่องกฎหมายต่างๆ โดยเฉพาะโซนนิ่ง
จึงถือเป็นเรื่องสำคัญเมื่อคนระดับนายกฯ มองเห็นปัญหา ก็ต้องเข้ามาเป็นตัวผู้เล่น อย่าเป็นเพียงแค่วิพากษ์วิจารณ์อยู่ข้างสนาม
เพราะในข้อเท็จจริง นายกฯ ก็คุมกระทรวงมหาดไทย กำกับดูแล กทม. กำกับดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เสียงในสภาก็ท่วมท้น
เรียกได้ว่าอำนาจล้นพ้น จะแก้กฎหมาย จะออกระเบียบ จะลงโทษคนปล่อยปละละเลย
นายอนุทิน ทำได้หมด !!
ก็ได้แต่หวังว่าเหตุการณ์ครั้งนี้จะทำให้เกิดการขยับอะไรมากขึ้น ผลักดันกฎหมายที่เกี่ยวข้องให้กระตือรือร้นเหมือนตอนทำกัญชาเสรี ก็จะได้เห็นผลรวดเร็ว
ไม่ต้องมีใครมาสังเวยกับความชุ่ยเหล่านี้ แล้วก็มานั่งถอดบทเรียนซ้ำแล้วซ้ำเล่าอีกต่อไป!!
รุก กลางกระดาน