คดีฮั้วเลือก สว. กำลังเป็นบททดสอบสำคัญของกระบวนการยุติธรรมและคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต.

หลังไอลอว์นำข้อมูลหลักฐานที่รวบรวมตั้งแต่ปี 68 ส่งต่อให้ฝ่ายค้าน พร้อมเปิดชื่อ 9 นักการเมืองถูกกล่าวหาเกี่ยวข้องกับคดี เพื่อให้สังคมช่วยติดตามตรวจสอบผลักดันให้คดีเดินไปสุดทางในชั้นศาล

ประเด็นที่ฝ่ายค้านยกขึ้นมาตอกย้ำคือ การฮั้วเลือก สว. ไม่ใช่การกระทำของคนไม่กี่คน แต่เป็นเครือข่ายที่วางแผนบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ

พรรคแกนนำฝ่ายค้านโดย ไอติม-พริษฐ์ วัชรสินธุ ยืนยันจะใช้ทุกกลไกทั้งในและนอกสภา รวมถึงการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ตรวจสอบเรื่องนี้

พร้อมตั้งคำถามย้ำไปถึง กกต.จะเดินหน้าส่งคดีไปถึงศาลครบทุกส่วนหรือไม่

สิ่งที่ฝ่ายค้านกังวลไม่ใช่แค่ กกต. อาจ “ยกคำร้อง” ผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 229 คน แต่ยังมีความเสี่ยงการ “ตัดตอน” อีก 3 รูปแบบ

แบบแรก ส่งฟ้องเฉพาะผู้ปฏิบัติการระดับล่าง แต่ไม่ขยายผลไปถึงผู้สั่งการหรือเครือข่ายทางการเมืองที่อยู่เบื้องหลัง

แบบที่สอง ส่งคดีขึ้นศาลแค่บางจังหวัด ทั้งที่ข้อกล่าวหาและพยานหลักฐานชี้ว่าการฮั้วเชื่อมโยงกันหลายพื้นที่ หากดำเนินคดีแบบแยกส่วน อาจทำให้ภาพรวมของเครือข่ายไม่ปรากฏอย่างครบถ้วน

แบบสุดท้าย การเลือกดำเนินคดีเฉพาะกลุ่ม “น้ำเงินอ่อน” ที่อยู่ไกลศูนย์อำนาจ เพื่อหวังปกป้องกลุ่ม “น้ำเงินเข้ม” ทั้งที่ความจริงต้องสั่งฟ้องทั้งสองกลุ่ม

ดังนั้น คดีนี้จึงเป็นเรื่องมาตรฐานบังคับใช้กฎหมาย หากพยานหลักฐานไปถึงใครก็ต้องตรวจสอบและดำเนินการตามข้อเท็จจริงโดยไม่เลือกปฏิบัติ

และไม่ปล่อยให้ “แรงกดดันทางการเมือง” เข้ามามีอิทธิพลเหนือกระบวนการยุติธรรม

สิ่งที่สังคมต้องจับตา ไม่ใช่แค่รายชื่อผู้ถูกกล่าวหา แต่คือการทำหน้าที่ของ กกต.ว่าจะปล่อยให้คดีนี้ถูกตัดตอนกลางทาง หรือจะส่งต่อไปให้ศาลตัดสิน เพื่อให้ความจริงปรากฏ และสร้างความเชื่อมั่นว่า

กฎหมายยังใช้มาตรฐานเดียวกับทุกคนอย่างแท้จริง

มันฯ มือเสือ

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน