เป็นอีก 1 มหากาพย์ที่สังคมจับตามองอย่างใกล้ชิด สำหรับกรณีฮั้วสว.ซึ่งถูกหลายฝ่ายยกระดับกล่าวขานว่าเป็นการโกงเลือกสว.ไปเสียแล้ว
เพราะด้วยระยะเวลาที่ยาวนานกว่า 2 ปี ผ่านนายกฯ มาแล้ว 3 คน แต่เรื่องราวก็ยังไม่มีบทสรุป
เคยคืบหน้ามากที่สุดก็ช่วงของนายกฯ แพทองธาร ชินวัตร และรักษาการนายกฯ ภูมิธรรม เวชยชัย
เมื่อกรรมการสืบสวนและไต่สวนชุดที่ 26 ที่ร.ต.อ.ชนินทร์ น้อยเล็ก รองเลขาธิการสำนักงานกกต.เป็นประธาน ทำงานร่วมกับชุดสืบสวนดีเอสไอ ส่งเรื่องให้ดำเนินคดีผู้ถูกกล่าวหา 229 คน เป็นสว.ปัจจุบัน 138 คน และผู้ร่วมสนับสนุนและ เครือข่ายอีก 91 คน
แต่พอเมื่อเปลี่ยนรัฐบาลก็ประจวบเหมาะกับที่กกต.สั่ง ตั้งอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาและข้อโต้แย้งที่ 36 เพื่อพิจารณาข้อสรุปของคณะกรรมการชุดที่ 26 อีกครั้ง
และก็มีมติเมื่อ 12 มี.ค.2568 ชี้ว่าผู้ถูกกล่าวหา 229 คน ไม่มีมูลความผิดใดๆ
พลิกชนิดหน้ามือเป็นหลังมือเลยทีเดียว!!
ต่อจากนี้จึงเป็นหน้าที่ของกกต.ชุดใหญ่ที่จะต้องพิจารณาว่าจะยึดตามสำนวนของอนุกรรมการชุดใดหากส่งสำนวนให้ศาลฎีกาก็จะได้พิสูจน์กันว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร แต่หากปิดจบ ยุติเรื่อง หรือตัดตอนเอาแค่ตัวเล็กตัวน้อย
ก็น่าเสียดายที่ข้อครหาเรื่อง “สว.สีน้ำเงิน” จะไม่ถูกคลี่คลายโดยองค์กรศาล ซึ่งถือว่าเป็นองค์กรที่น่าเชื่อถือมากที่สุด ในปัจจุบัน
จึงนำมาซึ่งการเคลื่อนไหวของภาคเอกชนอย่างนายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผอ.ไอลอว์ ที่ยื่นหนังสือถึงประธานวิปฝ่ายค้าน เปิดโปงพฤติกรรมที่น่าสงสัยของบุคคล 9 คน
ซึ่งทั้งหมดแม้ไม่ได้เป็นข้อมูลใหม่ แต่ก็ส่งผลสะเทือนได้พอสมควร เมื่อผู้ถูกกล่าวหาเป็นนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน
ตามมาด้วยการตอบโต้ในเชิงการเมือง การประกาศฟ้องร้องดำเนินคดีฐานหมิ่นประมาทก็ดังอื้ออึงมาจากฟากฝั่งของพรรคภูมิใจไทย
แม้ทางนายยิ่งชีพจะขอให้ไม่ต้องฟ้องร้อง เพราะในฐานะนักการเมือง บุคคลสาธารณะ ย่อมต้องถูกตั้งคำถามและ ตรวจสอบ และขอให้ชี้แจงข้อเท็จจริงอย่างมีวุฒิภาวะ
แต่สุดท้ายก็ชัดแน่ว่านายอนุทินและพลพรรคภูมิใจไทยเลือกจะดำเนินคดีกับนายยิ่งชีพ และอาจเป็นไปได้ด้วยว่าจะเป็นการปูพรมฟ้องร้อง ซึ่งสุ่มเสี่ยงจะเข้าข่ายการฟ้องปิดปาก
อย่างไรก็ตาม เมื่อกฎหมายเป็นเช่นนี้นายยิ่งชีพคงไม่มีทางเลือกใดๆ ที่จะต้องไปต่อสู้คดีกันตามกระบวนการยุติธรรม
จะต้องดั้นด้นไปรับทราบข้อกล่าวหาถึงไหนๆ ก็คงต้องทำ
ในแง่ของความยากลำบากนั้นก็มีแน่ แต่อีกข้อดีของเรื่องนี้ก็คือต้องไปพิสูจน์กันชั้นศาล
เพราะการจะชี้ชัดว่าพฤติการณ์ของนายยิ่งชีพที่กล่าวหานั้นเป็นการหมิ่นประมาทหรือไม่ ก็ต้องนำสืบข้อเท็จจริงต่างๆดีไม่ดีข้อมูลที่หลุดออกมาก็อาจจะบานปลายเลยเถิดไปถึงไหนๆ ใครอยู่เบื้องหลังอะไรยังไงก็จะได้เปิดกันออกมา
แล้วเอาเข้าจริงพฤติกรรมทั้งหมดที่เกิดขึ้นก็ปฏิเสธไม่ได้หรอกว่าข้อครหาฮั้วสว.นี้มันติดอยู่ในใจของคนในสังคม เพราะการแสดงออกต่างๆ มันก็ชัดเจน การพูดจาแบบลุแก่อำนาจหลายต่อหลายครั้ง จากหลายต่อหลายคน
ก็จะได้พิสูจน์กันให้ชัดๆ พิสูจน์ให้เห็นว่านิติธรรม นิติรัฐเป็นสิ่งที่มีอยู่จริงในประเทศไทย!!
รุก กลางกระดาน