คดีโกงสอบข้าราชการท้องถิ่น เป็นคดีเขย่าความน่าเชื่อถือระบบราชการไทยทั้งประเทศ
สิ่งที่นายปกรณ์ นิลประพันธ์ ประธานคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงออกมาเปิดเผย ได้สะท้อนภาพ “ขบวนการ” ที่วางกันมาเป็นทอดๆ
ตัวเลขผู้สอบผ่านที่คะแนนผิดปกติ 5,924 ราย แค่ยอดภูเขาน้ำแข็ง
เพราะเมื่อขุดลึกลงไปก็พบความผิดปกติตั้งแต่การกำหนดตำแหน่ง การร่างทีโออาร์ การจัดจ้าง การจัดสอบ การตรวจข้อสอบ ไปจนถึงการประกาศผลและการบรรจุแต่งตั้ง
เรียกได้ว่ามีรอยรั่วแทบทุกขั้นตอน
จึงไม่แปลกที่นายปกรณ์จะเรียกสิ่งนี้ว่า “ระบบโจร”
อาจฟังดูแรง แต่ถ้าการสอบเข้ารับราชการซื้อขายกันได้ คนที่ผ่านการคัดเลือกเข้ามาด้วยการโกง จะหวังให้ทำงานโดยซื่อสัตย์สุจริตก็คงยาก
ยิ่งล่าสุดคณะกรรมการพบว่ามีผู้เกี่ยวข้องมากกว่าร้อยคน ทั้งในภาครัฐและเอกชน ก็ยิ่งชัดว่าปัญหานี้ใหญ่โตเกินกว่าจะโยนบาปไปให้คนเพียงไม่กี่คน
ที่น่าสนใจอีกอย่างคือ แนวทางที่ศาลปกครองสูงสุดเคยวางบรรทัดฐานไว้ว่า หากการประกาศผลสอบเกิดจากความผิดพลาดร้ายแรง ผลสอบย่อมเป็นโมฆะตั้งแต่ต้น
หน่วยงานสั่งให้ออกจากราชการได้ทันที ไม่ต้องรอคดีอาญาสิ้นสุด และไม่กระทบผู้สอบได้โดยสุจริต
นั่นหมายความว่าคนที่เข้ามาด้วยการโกง ไม่จำเป็นต้องรอให้คดีเดินไปอีกหลายปีจึงจะพ้นตำแหน่ง
อย่างไรก็ตาม หน้าที่คณะกรรมการชุดนายปกรณ์ ไม่ได้มีแค่สรุปข้อเท็จจริง แต่ยังต้องชี้ให้เห็นว่าช่องโหว่อยู่ตรงไหน ใครเกี่ยวข้องในแต่ละขั้นตอนและควรอุดรูรั่วอย่างไร
ก่อนส่งไม้ต่อให้ตำรวจ ป.ป.ช. ป.ป.ท. และปปง. ขยายผลทั้งคดีอาญา คดีวินัยและเส้นทางการเงิน เพื่อสาวไปถึงตัว “คนบงการ”
คดีนี้จะเป็นบทพิสูจน์ว่า รัฐจะกล้ารื้อเครือข่ายที่ฝังรากลึกอยู่ในระบบราชการหรือไม่
คณะกรรมการมีกำหนดปิดเล่มส่งรายงานให้นายกฯ อนุทิน วันที่ 4 ส.ค.นี้
ภายในจะเป็นคำตอบว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นแค่การโกงสอบ หรือเป็นสายพานการผลิตข้าราชการเถื่อนที่ทำกันมานาน
สิ่งที่ประชาชนและข้าราชการผู้สุจริตทุกคนต้องเฝ้าดู ไม่ใช่แค่จะมีใครถูกไล่ออกกี่คนหรือถูกดำเนินคดีกี่ราย
แต่ต้องดูว่ารายงานฉบับนี้จะพาไปถึง “ผู้บงการ” ได้จริงหรือไม่
ถ้าคดีจบลงแค่เชือดระดับปลายแถว ขบวนการโกงก็พร้อมกลับมาในสนามสอบครั้งหน้า
แต่ถ้าขุดถอนได้ถึงราก คดีนี้จะเป็นจุดเริ่มการกอบกู้ศรัทธาราชการไทยทั้งระบบ