งวดเข้ามาแล้วจริงๆ สำหรับการสรุปเรื่องฮั้วสว. หรือที่หลายฝ่ายเรียกว่าเป็นการโกงเลือกสว.

เมื่อกกต.ที่กำหนดการประชุม 12 ครั้ง เพื่อพิจารณาเรื่องดังกล่าว จะจบลงภายในเดือนสิงหาคมนี้

ก็จะได้รู้ว่ากกต. จะมีความเห็นไปในทิศทางใด ระหว่างเห็นตามคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนชุดที่ 26 ที่เห็นว่าควรดำเนินคดีกับผู้ถูกกล่าวหา 229 คน ซึ่งแบ่งเป็นสว.ชุดปัจจุบัน 138 คน และผู้ร่วมสนับสนุนอีก 91 คน

หรือจะเห็นตามอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาและข้อโต้แย้งที่ 36 ที่ชี้ออกมาว่า ทั้ง 229 คนที่กล่าวอ้างมาก่อนหน้านี้ ไม่มีมลทินมัวหมองใดๆ

หรือจะออกทางที่ 3 ที่จะต้องหาคนผิดมาเซ่นสังเวย ซึ่งก็ถูกจับตาอยู่เหมือนกันว่าจะเป็นการสละอวัยวะ เพื่อรักษาชีวิต หรือจัดการกับ ‘น้ำเงินอ่อน’ เพื่อรักษา ‘น้ำเงินเข้ม’ เอาไว้

ก็คงจะรู้กันอีกไม่นาน

อย่างไรก็ตามก็ยังมีการเทียบเคียงคดีในลักษณะเดียวกัน โดยอ้างอิงคำพิพากษาศาลฎีกา คดีหมายเลขดำที่ ลต สว 1/2568 คดีหมายเลขแดงที่ ลต สว 47/2568 ที่ตัดสินเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2568

โดยเป็นคดีที่กกต.เป็นผู้ฟ้อง ผู้สมัครสว. จากจังหวัดชลบุรี 2 คน ในความผิดเรื่องฮั้วเลือกสว. โดยอ้างอิงจากแช็ตไลน์ ตกลงแลกคะแนนซึ่งกันและกัน

โดยคดีดังกล่าวผู้ถูกคัดค้าน ต่อสู้ว่าศาลปกครองได้เพิกถอนระเบียบกกต. ว่าด้วยการแนะนำตัว และยังมีคำยืนยันจากนายแสวง บุญมี เลขาฯ กกต. ที่ระบุว่าการแลกคะแนนกันไม่ใช่เรื่องผิด

อย่างไรก็ตามศาลฎีกากลับเห็นว่า การแนะนำตัวกับการสมยอมจับคู่แลกเปลี่ยนคะแนนกัน เป็นคนละเรื่อง ขณะที่ความเห็นของนายแสวง ถือเป็นความเห็นส่วนตัว

และแม้จะอ้างว่าไม่ได้ให้ทรัพย์สินเงินทอง หรือเรียกผลประโยชน์อื่นใด ศาลก็เห็นว่า การทุจริตเลือกสว.ไม่ได้จำกัดเฉพาะประโยชน์ที่เป็นทรัพย์สินเท่านั้น แต่รวมถึงการแสวงหาคะแนนด้วยวิธีการอันมิชอบ เพื่อเอาเปรียบผู้สมัครรายอื่น และทำลายเจตนารมณ์การเลือกกันเองโดยสุจริตและเที่ยงธรรม

โดยศาลชี้ว่าการจับคู่แลกเปลี่ยนคะแนนกัน เป็นการทุจริต และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของทั้งคู่ เป็นเวลา 10 ปี

เมื่อเทียบจากคำพิพากษาของศาลฎีกา จะเห็นได้ว่ามีแค่หลักฐานเป็นแช็ตไลน์แลกเปลี่ยนคะแนนกัน ก็ถือเป็นความผิด แต่เรื่องของฮั้วส.ว. ที่อ้างอิงว่าทำกันเป็นขบวนการจัดตั้ง แบ่งงานกันทำ ทั้งการประชุมที่โรงแรม เครื่องแต่งกาย โพยฮั้วที่จับได้ รวมทั้งผลการลงคะแนนรายบุคคลที่เหมือนกันจนเป็นไปไม่ได้ในทางคณิตศาสตร์

ก็ต้องวัดใจกับกกต. ว่าจะออกมาในรูปแบบไหน

แต่ก็นั่นแหละ ด้วยอิทธิฤทธิ์ของกกต.ชุดนี้ จะวินิจฉัยออกมาแบบใด ก็คงจะไม่เหนือความคาดหมาย

ถ้าบอกว่าผิดก็ส่งศาลพิจารณา แต่ถ้าไม่ผิด ก็จะได้เป็นบรรทัดฐาน ในอีก 3 ปีข้างหน้าเมื่อสว.ชุดนี้หมดวาระ แล้วยังไม่มีการแก้ไขกฎหมายเรื่องที่มาสว.

วิธีการเช่นนี้ ก็คงถูกนำมาใช้กันอีก ฝุ่นตลบกันอย่างแน่นอน!!!

รุก กลางกระดาน

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน