นับเป็นเรื่องที่ไม่ควรเกิดขึ้นในยุคนี้สมัยนี้เลยจริงๆ สำหรับเหตุการณ์ความรุนแรงที่หน้าสน.ทองหล่อ เมื่อวันที่ 4 กันยายนที่ผ่านมา

สำหรับกรณีที่นายณัฐวุฒิ วงศ์เนียม ผู้อ้างตัวว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายมหาชน และที่ปรึกษาทางกฎหมาย

ที่ก่อเหตุรุนแรง อันเป็นสิ่งที่ไม่น่ารับได้ กับการเข้าไปยื้อยุดจักรยานของนายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกกต. แล้วผลักจนล้มคว่ำไปกับพื้น

ก่อนที่จะชี้หน้าด่าด้วยถ้อยคำหยาบคาย และลามปามมาถึงการด่าสื่อมวลชน ที่พยายามห้ามปราม

กลายเป็นคำถามว่าทำไมคนที่นิยามตัวเองว่าเป็นนักกฎหมายชื่อดังถึงได้กระทำด้วยเหมือนบ้านเมืองไร้ขื่อแปเช่นนี้

แถมหลังจากเกิดเหตุ นายณัฐวุฒิให้สัมภาษณ์สื่อหลายแห่ง อ้างว่าเป็นภาพตัดต่อบ้าง ถูกแฮนด์จักรยานจี้เข้าที่ท้องจนอาการมือสะบัด

ทั้งที่คลิปวิดีโอบันทึกภาพไว้ชัดเจน

ก็เป็นเรื่องที่นายณัฐวุฒิจะกล่าวอ้าง และสู้คดีทางกฎหมาย

แต่ที่แน่ๆ ก็คือนายสมชัยก็ยืนยันจะดำเนินคดีในข้อหาทำร้ายร่างกายในคดีอาญา และฟ้องแพ่งเรียกค่าเสียหาย 50 ล้านบาท

เป็นเรื่องคงจะต้องไปจบกันที่ชั้นศาล

ขณะที่ในเรื่องสังคม แน่นอนว่าก็ต้องมีการแสดงท่าทีที่ไม่เห็นด้วยกับความรุนแรงทุกรูปแบบ

และต้องตั้งคำถามถึงตำรวจ สน.ทองหล่อ ที่อยู่ในที่เกิดเหตุ ว่าเหตุใดไม่ระงับยับยั้ง ป้องปราม หรือดำเนินการใดๆ เพื่อไม่ให้ความรุนแรงลุกลามบานปลาย

ดังจะเห็นจากคลิปวิดีโอ ที่มีตำรวจเดินไปเดินมา แถมแสดงท่าทีเกรงอกเกรงใจผู้ก่อเหตุอย่างเกินสมควร

มีอะไรที่มาสกัดกั้นไม่ให้ตำรวจทำหน้าที่ หรือเป็นการขาดจิตสำนึกส่วนบุคคลของเจ้าหน้าที่เฉพาะคน

ซึ่งก็ถือว่าเป็นเหตุการณ์ที่น่าเป็นห่วง

เพราะหากย้อนอดีตเหตุการณ์ที่ใกล้เคียงกัน ก็คือการดักทำร้ายนายวรเจตน์ ภาคีรัตน์ ถึงมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อปี 2555

ซึ่งครั้งนั้นเกิดจากการปั่นกระแสความเกลียดชังกันอย่างรุนแรง จนกระทั่งมีการแสดงออกถึงอำนาจเถื่อน

จึงถือเป็นบทเรียนว่าหากการแสดงออกเช่นนี้ ไม่ได้รับการดำเนินการที่เหมาะสม ไม่เด็ดขาด ก็เท่ากับการให้ท้าย ยุยงส่งเสริม หรือกระทั่งการรู้เห็นเป็นใจ

เจ้าหน้าที่ตำรวจ และกระบวนการยุติธรรม ที่ควรจะเป็นหลัก เป็นเกณฑ์ให้ประชาชนเชื่อมั่น ก็จะกลายเป็นสิ่งตรงกันข้าม

เมื่อเป็นเช่นนั้นอำนาจเถื่อนก็จะครองเมือง บ้านเมืองที่มีนิติรัฐ นิติธรรม ก็จะเกิดขึ้นได้ยาก

รุก กลางกระดาน

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน