ไม่จบง่ายแน่นอน สำหรับมหากาพย์เรื่องฮั้วสว. หรือการโกงเลือกสว. ที่แม้กกต.จะสรุปส่งเรื่องไปศาลฎีกา เอาผิด 77 คนที่เกี่ยวข้อง โดยมีสว.ปัจจุบันนี้อยู่ 26 คน
เพราะยังเกิดความคลางแคลงใจกับการใช้ดุลพินิจของกกต. ว่ามีความพยายามตัดตอน เพื่อปกป้องใครหรือไม่อย่างไร
ยิ่งกกต.เสียงข้างมาก 4 คน มีที่มาจากสว.ชุดปัจจุบัน ยิ่งทำให้ข้อกล่าวหาว่ามีความพยายามช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ถูกแพร่กระจาย และสร้างความเชื่อถือให้กับสังคมมากขึ้นไปอีก
เพราะด้วยหลักฐานที่แต่ละฝ่ายนำออกมาแสดง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเส้นเงิน คนใกล้ชิดศูนย์กลางอำนาจใหญ่ ยิ่งทำให้สปอตไลต์ส่องไปยังพรรคภูมิใจไทย ที่เป็นแกนนำรัฐบาลอยู่ในเวลานี้
แม้นายกฯ และคนในพรรคภูมิใจไทย จะดาหน้าออกมาปฏิเสธ ก็ยากเหลือเกินที่คนจะหายสงสัย
เรื่องคดีก็คงเป็นเรื่องหนึ่ง แต่เรื่องความไว้วางใจก็คงเป็นอีกเรื่องหนึ่ง
น่าสนใจอย่างยิ่งว่าจะส่งผลกระทบอะไรในอนาคต และจะส่งผลต่อเสถียรภาพของรัฐบาลอย่างไร
เพราะแม้ภูมิใจไทย จะเป็นพรรคอันดับ 1 มีสส.ถึง 193 คน แต่เอาเข้าจริงก็ไม่ได้เป็นเนื้อเดียวกันตั้งแต่ต้น
แต่เป็นการรวมตัวของกลุ่มก้อนการเมือง หลายๆ กลุ่ม แล้วเกาะกระแสชาตินิยม จากปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา
ไม่ใช่พรรคการเมืองใหญ่มาตั้งแต่ต้น การบริหารจัดการอะไรจึงดูโฉ่งฉ่าง ไม่เรียบเนียน กลายเป็นประเด็นให้ถูกจับจ้องมาตลอด
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องบริหารจัดการน้ำมัน การโกงสอบท้องถิ่น เอไอพาสปอร์ต ที่ถูกจับจ้องในเรื่องความโปร่งใสสุ่มเสี่ยงการทุจริตคอร์รัปชั่น
พอมาเรื่องฮั้วสว. ที่ข้อกล่าวหารุนแรงมากขึ้นถึงขั้น ‘กินรวบประเทศ’
ย่อมกระทบต่อความเชื่อมั่นและศรัทธา
และอาจนำมาซึ่งการเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาลจากคนทุกกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นคนสีไหน จะอนุรักษ์ หรือก้าวหน้า
ซึ่งก่อนหน้านี้ ก็เคยมีรัฐบาลที่แข็งแกร่ง มีเสถียรภาพ มากกว่านี้เสียอีก เมื่อเจอข้อกล่าวหาพรรค์นี้ ก็ยากที่จะไปต่อได้
ก็น่าเป็นห่วงพรรคภูมิใจไทย ว่าจะยืนหยัดท่ามกลางวิกฤตศรัทธาจากประชาชนได้มากน้อยเพียงใด
เสียงสส.ที่ว่าแน่นๆ ผ่านไปๆ จะยังแน่นอยู่เหมือนเดิมหรือไม่ พรรคร่วมที่กอดคอกันอยู่ จะพร้อมร่วมหอลงโรงกันต่อไป พรรคฝ่ายคอยที่รอเสียบ กล้าพอที่จะเข้าร่วมในยามรัฐบาลขาลงหรือไม่
ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นคำถามที่รอการพิสูจน์ และหากพรรคภูมิใจไทย พลิกเกมกลับมาไม่ได้
โอกาสที่จะอยู่ครบ 4 ปี ก็ริบหรี่พอสมควร
รุก กลางกระดาน