ยังคงเป็นเรื่องใหญ่ที่อยู่ในความสนใจของประชาชน นั่นก็คือปัญหาอุทกภัยที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลันในเขตกทม.และปริมณฑล
และแม้หลายพื้นที่น้ำจะลดลงอย่างต่อเนื่อง แต่ก็ยังมีบางพื้นที่ที่น้ำท่วมขังยาวนาน กระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คน
ยิ่งท่วมนาน ยิ่งเกิดปัญหาตามมา ไม่ว่าจะเป็นชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน การหุงหาอาหาร ที่หลับนอน ตลอดจนปัญหาสาธารณสุข น้ำเน่า โรคระบาด และยุงชุมที่จะตามมา
ยังไม่นับอีกหลายพื้นที่ที่กำลังจะเผชิญความเสี่ยง ซึ่งทีนี้จะมาจากการระบายน้ำเหนือ ไม่ใช่น้ำฝนที่ตกหนักแบบที่เกิดขึ้นกับกทม.และปริมณฑล
น่าสนใจว่าทุกระดับชั้นของรัฐบาล ตั้งแต่นายกฯ ลงไปถึงข้าราชการ ก็พยายามพูดตรงกันว่าน้ำท่วมครั้งนี้ไม่เหมือนปี 54 ที่เรียกว่ามหาอุทกภัยอย่างแน่นอน
ฟังแล้วก็คล้อยตาม เพราะมันไม่เหมือนกันอย่างสิ้นเชิง เนื่องจากปี 54 เกิดจากพายุไม่ต่ำกว่า 8 ลูกที่ทยอยซัดเข้าตอนบนของประเทศ กลายเป็นมวลน้ำมหาศาล ที่รอการระบาย
รัฐบาลในสมัยนั้นก็พอจะรู้ทางน้ำว่ามาทางไหนเมื่อไหร่อย่างไร ไม่เหมือนปี 69 ที่เกิดจากฝนตกหนัก ทั้งที่ข้อมูลเรดาร์ก็ทันสมัย แต่กลับขาดการแจ้งเตือน
เทียบชัดๆ ก็คือนอกจากความเสียหายแล้ว ปี 54 มีการเตรียมการ แต่ปี 69 ไม่มีการเตรียมการใดๆ!??
กลายเป็นการปล่อยลอยแพให้ประชาชนต้องเผชิญชะตากรรมในห้วงแรกของเหตุการณ์
และแทนที่จะตั้งหลักได้ รัฐบาลกลับออกลูกสะเปะสะปะ ไม่มีอะไรเป็นแผนงานที่จับต้องได้
ทั้งที่นายกฯ อนุทิน ก็พูดเองว่าเมื่อกทม. ประกาศเป็นเขตภัยพิบัติ เท่ากับว่าเป็นหน้าที่รัฐบาลกลางที่ต้องมาดูแล
แต่เราไม่เห็นอะไรที่ทำให้อุ่นใจ นอกจากการลงพื้นที่ของนายกฯ เวลากลางคืน มอบถุงยังชีพ แจกเงินส่วนตัว แล้วก็พูดคำหวาน แต่ไม่มีผลในทางปฏิบัติ
ซึ่งก็ต้องถามว่าเงินเยียวยา 9 พันบาทต่อครัวเรือน มันเพียงพอกับความเสียหายที่เผชิญได้หรือไม่
สิ่งที่เขาอยากรู้ อยากได้จากรัฐบาล ก็ต้องแผนงานที่ชัดเจน บริการจัดการวิกฤตแบบมีระบบ ไม่ใช่ต่างคนต่างช่วย
อย่างในพื้นที่วิกฤตไม่กี่จุด ยังไม่สามารถบริหารการแจกข้าวปลาอาหาร ไม่มีใครสั่งการในพื้นที่
ให้ปัญหามันเดินไป แล้วก็รอให้เวลาเยียวยาทุกสิ่ง ให้น้ำลดลงตามธรรมชาติ
ถ้าเป็นอย่างนี้ ในพื้นที่เสี่ยงภัยที่จ่อคิวเป็นรายต่อไปก็น่าจะวิกฤตหนัก
นายกฯ คงต้องพูดคำหวาน และควักเงินในกระเป๋าอีกหลายรอบ
ส่วนปัญหาจะถูกแก้ไขหรือไม่ ก็คงพอเดากันได้อยู่
รุก กลางกระดาน