ในที่สุดก็ชัดเจนแล้วสำหรับการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ตามมาตรา 151 ที่ฝ่ายค้านยื่นจองกฐิน 18 รัฐมนตรี ว่าไปลงล็อกในวันที่ 7-10 ธันวาคม และจะลงมติในวันที่ 11 ธันวาคม

ใช้สูตร 4+1 คือวันอภิปราย 4 วัน และลงมติอีก 1 วัน

ซึ่งก็ทำให้รัฐบาลโดยเฉพาะนายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล ต้องออกอาการไม่พอใจเท่าใดนัก

เพราะก่อนหน้านี้ก็พยายามล็อกวันไว้ตลอดว่าจะให้ 3 วัน และให้อภิปรายระหว่าง 27-30 ตุลาคม

เรียกว่าหากเป็นไปตามที่วางไว้ การอภิปรายก็น่าจะเสร็จสิ้นไปเรียบร้อย และตามช่วงเวลาที่รัฐบาลวางคิวเอาไว้

แต่เมื่อไม่เป็นไปตามนั้น โดยฝ่ายค้านก็ยืนยันว่าสภาไม่ใช่สาขาของรัฐบาล จะมาชี้นิ้ว กดปุ่มนั่นนี่ไม่ได้ ทุกอย่างก็ไม่เป็นไปตามใจปรารถนาของท่านนายกฯ

จึงต้องลากยาวไปถึงเดือนธันวาคม

อย่างไรก็ตาม น่าสนใจว่าหลังจากกำหนดวันเสร็จสิ้น ก็มาข่าวมาอีกกระแส ก็คือฝ่ายค้านเตรียมยื่นอภิปรายตามมาตรา 152 ซึ่งก็คือการอภิปรายทั่วไปแบบไม่ลงมติ

ซึ่งต่างกับมาตรา 151 ก็คือมาตรา 151 ต้องมีข้อกล่าวหาชัดเจน และลงมติไว้วางใจ หรือไม่ไว้วางใจ ซึ่งตัวหลักก็คือฝ่ายค้าน

แต่มาตรา 152 ก็คือหน้าที่ของสส.ทั้งสภา ที่สามารถอภิปรายการทำงานของรัฐบาลได้ ติชม ให้คำแนะนำได้ โดยไม่จำเป็นต้องลงมติ

กลายเป็นคำถามว่าทำไมต้องเป็นเช่นนั้น ขณะที่บรรดารัฐมนตรีก็ออกมาท้วงติงว่าจะอภิปรายกัน 2 รอบเลยเหรอ มีข้อมูลอะไรขนาดนั้น

หากวิเคราะห์ถึงความเป็นไปได้ ก็พอเข้าใจได้ว่ามีความพยายามแก้เกม ที่รัฐบาลลากยาวการอภิปราย จากที่ควรจะตีเหล็กตอนร้อน ในช่วงเดือนพฤศจิกายน กลับยืดไปถึงปลายปี

ไม่รู้ตอนนั้นจะเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้น จะโหมโรงให้คนสนใจได้มากน้อยเพียงใด เมื่อใกล้ถึงปีใหม่ และมีกิจกรรมอีกมากมายหลากหลาย

แต่ที่สำคัญก็คือต้องมองไปที่รัฐธรรมนูญ มาตรา 153 ที่เปิดโอกาสให้สมาชิกวุฒิสภายื่นญัตติให้อภิปรายได้เช่นกัน

หากในช่วงกำลังรอซักฟอก สว.ดันนึกครึ้มยื่นญัตติอภิปรายทั่วไปบ้าง เปิดโอกาสให้รัฐบาลได้โชว์ผลงานผ่านสภา ก่อนจะได้ซักฟอก ก็จะทำให้การอภิปรายจืดเกินไป

ทั้งนี้ทั้งนั้นก็คงเป็นเหลี่ยมมุมทางการเมือง โยนหินถามทาง ตีกัน ให้เห็นว่ารู้ทัน หรือเป็นเพียงสีสัน

สิ่งที่สำคัญจริงๆ ก็คือเนื้อหาสาระที่สื่อสารต่อประชาชนให้เชื่อมั่นคล้อยตาม

เพราะหากแม้เสียงในสภาจะท่วมท้น แต่ขาดความเชื่อมั่นศรัทธาจากประชาชน

ก็ยากที่จะดำรงอยู่

รุก กลางกระดาน

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน