คอลัมน์ ทิ้งหมัดเข้ามุม

รุก กลางกระดาน

เป็นเหตุสลดที่เกิดขึ้นซ้ำอีกสำหรับกรณีวัดพระธรรมกาย

เมื่อน.ส.พัฒนา เชียงแรง ผู้ช่วยเภสัชฯ ที่เสียชีวิต จากอาการป่วยหอบหืด

โดยไม่สามารถช่วยเหลือได้ทัน เนื่องจากรถกู้ชีพมาถึงช้าเกินไป

รวมทั้งปัญหาสัญญาณโทรศัพท์และอินเตอร์เน็ตที่ขาดๆ หายๆ จากการตัดสัญญาณ จากการดำเนินการตามคำสั่ง ม.44

แม้ทางเจ้าหน้าที่จะออกมาแถลงว่าไม่มีการขัดขวางรถฉุกเฉิน อีกทั้งผู้ป่วยเสียชีวิตก่อนที่รถฉุกเฉินเข้าไปช่วยเหลือประมาณ 5 ชั่วโมง

กำชับด้วยโฆษกไก่อู พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกรัฐบาล ที่ระบุเวลาเสียชีวิตตั้งแต่ 09.00 น.ของวันเกิดเหตุ

นี่คือข้อมูลแต่ฝ่ายรัฐ ส่วนข้อเท็จจริงจะเป็นอย่างไรก็ต้องรอผลตรวจพิสูจน์อย่างเป็นทางการ

ตามหลักวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่พูดมั่วๆ ซั่วๆ

อย่างไรก็ตาม ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นโดยปฏิเสธไม่ได้ก็คือ มีผู้ป่วยเสียชีวิตภายในวัดพระธรรมกาย ที่ถูกม.44 สั่งให้เป็นพื้นที่ควบคุมพิเศษภายใต้กำลังเจ้าหน้าที่ ดีเอสไอ ตำรวจ และทหาร

การปฏิเสธไม่มีส่วนรู้เห็นหรือร่วมรับผิดชอบใดๆ ของเจ้าหน้าที่รัฐ จะเหมาะสมหรือไม่อย่างไร สังคมก็จะพิจารณา

แต่ต้องยอมรับว่าการใช้ม.44 ควบคุมพื้นที่ดังกล่าว ย่อมส่งผลกระทบในวงกว้าง

ไม่เฉพาะอาชญากรที่รัฐต้องการตัว แต่หมายรวมถึงประชาชนผู้บริสุทธิ์อื่นๆ

มาตรการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการตั้งด่านควบคุมการเข้าออก ตัดสัญญาณโทรศัพท์ ย่อมเป็นยุทธวิธีที่มีประสิทธิภาพ ที่เหมาะจะใช้กับอริราชศัตรู หรือกองกำลังก่อการร้าย

แต่ไม่ใช่ยุทธวิธีที่เหมาะสมกับพระ ประชาชน ชาวบ้าน ที่ไม่มีทางสู้รบตบมือกับเจ้าหน้าที่ได้เลย

ที่สำคัญเขาไม่ใช่ศัตรู ที่จะต้องห้ำหั่นประหัตประหาร

คนร้ายที่ทำผิดต้องจับกุมก็จริงอยู่ แต่ในฐานะเจ้าหน้าที่รัฐ ก็ควรทบทวนยุทธวิธีให้เหมาะสม

อย่าให้คนกล่าวหาว่าลงทุนเผาบ้านเพื่อล่าหนูตัวเดียว

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน