คอลัมน์ ทิ้งหมัดเข้ามุม
รุก กลางกระดาน
นับเป็นสถานการณ์ที่น่าเป็นห่วง อย่างยิ่ง สำหรับการก่อเหตุความ ไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้
ที่ก่อนหน้านี้ตัวเลขการก่อเหตุลดลงเป็นลำดับ
แต่ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมากลับเกิดเหตุรุนแรงขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีก
ไม่ว่าจะเป็นการฆ่าสองผัวเมียขณะกรีดยาง และขโมยรถปิกอัพไปทำคาร์บอมบ์ ค่ายตชด. ที่ อ.เทพา จ.สงขลา
หรือกรณีคนร้ายดักซุ่มยิงรถของผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านใน อ.รือเสาะ จ.นราธิวาส เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตถึง 4 ศพ หนึ่งในนั้นมี ด.ช.วัย 8 ขวบด้วย
ต่อมาด้วยการจ่อยิงศีรษะ 3 ทหารเสียชีวิตกลางตลาดนัดใน อ.มายอ จ.ปัตตานี
แถมยังเกิดขึ้นในช่วงการเจรจากับกลุ่มผู้ก่อการเพื่อจัดตั้งเซฟตี้โซนใน 5 อำเภอ ประกอบด้วย อ.สุไหงโก-ลก อ.เจาะไอร้อง จ.นราธิวาส อ.รามัน และ อ.บันนังตา ในจ.ยะลา และ อ.สายบุรี จ.ปัตตานี
แน่นอนว่าเมื่อเกิดเหตุเช่นนี้ย่อมทำให้สังคมตั้งคำถามว่าการแก้ไขปัญหามา ถูกทางแล้วจริงหรือไม่
ซึ่งแนวคิดเช่นนี้เป็นสิ่งที่ผู้ต้องการ หล่อเลี้ยงความไม่สงบต้องการให้เกิดขึ้น
จึงต้องตอกย้ำกันอีกว่าแนวทางการแก้ไขปัญหาที่ยึดการเจรจานั้นถูกต้อง แล้ว เพราะหากศึกษาประวัติศาสตร์ ความขัดแย้งทุกอย่างไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยสงคราม
แต่จะลุล่วงไปได้ด้วยการเจรจาทำ ความเข้าใจ แม้จะใช้เวลานาน แต่ก็มั่นคงถาวร
อย่างไรก็ตาม ก็ต้องขึ้นอยู่กับปัจจัยอีกหลายๆ อย่างที่จะมาประกอบกัน
ไม่ว่าเรื่องความยุติธรรม การเคารพความเห็นต่าง และหลักสิทธิมนุษยชน
หากดำเนินการได้ตามนี้ก็มั่นใจได้ว่าปัญหาความไม่สงบจะลดลงแน่นอน และหากมีโอกาสอันดีก็อาจจะจบปัญหาได้ในชั่วอายุนี้
แต่หลักการก็คือหลักการ การปฏิบัติก็เป็นอีกเรื่อง
จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องดูแลใกล้ชิด ไม่ให้พวกขวาจัดคลั่งสงครามปลุกปั่นใช้เป็นโอกาสสร้างความรุนแรง
ที่สำคัญหากนำเรื่องภาคใต้ไปปรับใช้กับเหตุการณ์หลายๆ อย่าง
ไม่ว่าจะเป็นปัญหา การเมือง หรือธรรมกายที่ยุ่งอีนุงตุงนังอยู่ในขณะนี้ได้
บ้านเมืองก็คงน่าอยู่มากขึ้น