คอลัมน์ ทิ้งหมัดเข้ามุม
มันฯ มือเสือ
กรมอุตุฯ ประกาศให้ไทยเข้าสู่ ฤดูร้อนตั้งแต่ 3 มี.ค. ที่ผ่านมา
ทั้งยังระบุช่วงเดือนมี.ค.-พ.ค. อุณหภูมิจะสูงขึ้นเรื่อยๆ
เม.ย.จะเป็นช่วงพีกสุด 42-43 องศา
สิ่งที่เกิดควบคู่กับสภาพอากาศร้อนระอุก็คือปัญหาภัยแล้ง
น่ายินดีที่มีข่าวรัฐบาลเตรียมการวางแผนรับมือภัยแล้งตั้งแต่เนิ่นๆ
ทุกครั้งทุกปี กลุ่มคนได้รับผล กระทบเดือดร้อนจากภัยแล้งมากที่สุด คือ ชาวนาและเกษตรกร ที่การประกอบอาชีพต้องพึ่งพาฟ้าฝนอยู่มาก
ปีนี้ร้อนแล้งมาเร็ว เป็นสัญญาณ ชี้ว่าความเดือดร้อนของชาวนาเกษตรกรจะมาถึงเร็วเป็นเงาตามตัว
กรมชลฯ แจกแจงว่า ปริมาณน้ำในเขื่อนขนาดกลางและขนาดใหญ่ ทั่วประเทศรวมกันตอนนี้ มากกว่าช่วงเดียวกันของปีที่แล้วราว 8,000 ล้านลบ.ม.
มั่นใจว่าเพียงพอต่อการอุปโภค-บริโภคและทำการเกษตรตลอดช่วงแล้ง
แต่กระนั้นสถานการณ์ก็ยังวางใจไม่ได้
เพราะปัจจุบันมีการปลูกข้าวนาปรังรอบ 2 ในเขตชลประทานทั่วประเทศแล้ว 7.33 ล้านไร่ เกินแผนที่กำหนดถึง 3.33 ล้านไร่
ในเขตลุ่มเจ้าพระยา ปลูกเกินถึง 2.65 ล้านไร่ ใช้น้ำไปแล้ว 4,588 ล้านลบ.ม. หรือร้อยละ 77 ของแผนจัดสรรน้ำทั่วประเทศ
พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรฯ จึงต้องสั่งกำชับกรมชลฯ ควบคุมดูแลไม่ให้มีการปลูกข้าวนาปรังรอบ 3 เด็ดขาด ทั้งยังคาดโทษไปถึงข้าราชการระดับสูงแต่ละพื้นที่อีกด้วย
ดูแล้วไม่ใช่งานง่ายของรัฐบาลชุดนี้
เพราะปัญหาภัยธรรมชาติไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยมาตรา 44
แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องเอาใจช่วยรัฐบาลในการบริหารจัดการน้ำ นำพาเกษตรกรชาวนาทั่วประเทศ
ฝ่าวิกฤตร้อนแล้งนี้ไปให้ได้