คอลัมน์ ทิ้งหมัดเข้ามุม
รุก กลางกระดาน
เป็นเรื่องอื้อฉาวที่สังคมวิจารณ์กันสนุก สำหรับกรณีสปท. หรือสมาชิกสภา ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ วัย 60 ปี ถูกแจ้งความดำเนินคดี จากเหตุตบหน้า บาร์เทนเดอร์หนุ่มกลางร้านอาหารหรู
เพียงเพราะไม่พอใจที่ถูกเรียกว่า “ป๋า”
แถมยังอ้างว่าไม่ใช่การตบหน้า แต่เป็นการเขกหัว เพื่อสั่งสอนเด็กที่พูดจาไม่ไพเราะ
สุดท้ายก็เข้าพบเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อเจรจาจ่ายค่าปรับ 1 หมื่นบาท พร้อมขอโทษทั้งพนักงานร้านและสังคม
ปิดคดี “ป๋า” ไปเรียบร้อย
แม้เรื่องคดีความจะจบลง แต่กรณีนี้ก็จุดกระแสให้คนหันกลับมาสนใจสปท.กันมากขึ้น ว่าคนเหล่านี้ทำงานอะไรกันบ้าง มีคุณประโยชน์ใดๆ ให้บ้านเมือง !??
เมื่อตรวจสอบก็เลยทราบว่าสปท. เกิดขึ้นมาหลังจากที่สภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.)สิ้นสุดวาระลง เพราะทำข้อเสนอปฏิรูปประเทศ 505 ข้อเสร็จ
เพื่อทำหน้าที่ต่อเนื่อง โดยมีนายกฯ เป็นคนแต่งตั้งทั้งหมดไม่เกิน 200 คน
ทำงานกันมาแล้วปีกว่า แม้ประชาชนจะยังมึนงงกับผลงาน แต่สปท.ก็เคยแถลงผลงานเมื่อเดือนธ.ค. 2559 หลังทำงานมาครบปี
ระบุว่าได้ผลักดันกฎหมายเพื่อเป็นกลไกการปฏิรูปประเทศ 183 ฉบับตามนโยบายของคสช. พร้อมยืนยันว่ามีผลงานไม่สูญเปล่า ไม่ทำให้รัฐบาล “เสียของ” อย่างแน่นอน
รับใช้อย่างสุดลิ่มทิ่มประตู
ล่าสุดครม.ก็อนุมัติงบฯ กลางอีก 293 ล้านบาท เพื่อจ่ายเป็นเงินเดือนให้สปท. ที่ขยายเวลาเพิ่มเติมอีก 8 เดือน
เนื่องจากต้องยืดโรดแม็ปออกไป และยังพบอีกว่า มีการออกหนังสืองบประชุมติดต่อกันถึง 3 สัปดาห์ โดยอ้างว่าเพื่อให้กรรมาธิการปฏิบัติหน้าที่ได้เต็มที่
ทั้งนี้ สปท.ได้เงินเดือน 71,230 บาท เงินเพิ่มอีกเดือนละ 42,330 รวม 113,560 บาท
รองประธานสปท. ได้เงินเดือน 73,240 บาท เงินเพิ่มเดือนละ 42,000 บาท รวมได้เดือน 115,240 บาท
ประธานได้เดือนละ 74,420 บาท เงินเพิ่มเดือนละ 45,500 บาท รวมเป็นเงิน 119,920 บาท
เมื่อพิจารณาแล้วหากเปรียบเทียบคำว่า “ป๋า” ใช้กับคนใจใหญ่สายเปย์ ชนิดทุ่ม เท่าไหร่เท่ากัน
แม้ในชีวิตประจำวันจะอย่างหนึ่ง
แต่หากดูการทำงาน
ก็เข้าใจได้เลยว่าไม่ค่อย “ป๋า” นะ