ข้อดีของการ เปิดเวทีนอกสภา
คอลัมน์ ทิ้งหมัดเข้ามุม
โดย…มันฯ มือเสือ
ข้อดีของการ เปิดเวทีนอกสภา – สถานการณ์การเมืองมี 2 ประเด็นชี้ขาดในเดือนก.พ.
เรื่องแรก ศาลรัฐธรรมนูญเตรียมอ่านคำวินิจฉัยว่าจะยุบ-ไม่ยุบพรรคอนาคตใหม่ กรณีกู้เงินหัวหน้าพรรคของตัวเอง 191 ล้านบาท เป็นทุนรอนจัดตั้งพรรคเมื่อต.ค.2561
หลายคนคาดเดาว่า งานนี้พรรคอนาคตใหม่รอดยาก
แต่ภายใต้คำว่า “รอดยาก” จะโดนแบบจัดเต็มคือทั้งยุบพรรค ทั้งตัดสิทธิ์กก.บห.พรรค 10 ปีเลยหรือไม่
หรือจะโดนครึ่งเดียว คือ ตัดสิทธิ์กก.บห.พรรค แต่ไม่ยุบพรรค อดใจรอ พรุ่งนี้ (21 ก.พ.) ได้รู้กัน
โปรแกรมถัดมา การอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกฯ และรัฐมนตรีรวม 6 คน
สภากำหนดวันระเบิดศึก 24-25-26 ก.พ. ลงมติชี้ชะตาวันรุ่งขึ้น 27 ก.พ. ก่อนสภาปิดสมัยประชุม 1 วัน
ศึกอภิปรายครั้งนี้ฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาลเตรียมตัวฟิตซ้อมกันมาอย่างดี
แกนนำพรรคฝ่ายค้านอย่างเพื่อไทยประกาศล่วงหน้าจะทิ้งบอมบ์เน้นหนักไปที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นเป้าหมายใหญ่ กินพื้นที่ 80-90 เปอร์เซ็นต์ของ เป้าหมายรวมทั้งหมด
ส่วนอนาคตใหม่จะได้ร่วมทำศึกครั้งนี้แบบเต็มร้อยหรือไม่
ก็อย่างที่บอก ต้องรอฟังผลศาลรัฐธรรมนูญ 21 ก.พ.นี้เสียก่อน
แต่อย่างน้อยถึงอนาคตใหม่จะถูกสั่งยุบ แต่ส.ส.ที่ไม่ใช่กรรมการบริหารพรรคก็ยังใช้สิทธิ์อภิปรายไม่ไว้วางใจได้ เนื่องจาก อยู่ในกรอบเวลาต้องหาพรรคใหม่สังกัดใน 60 วัน
จะน่าเสียดายอยู่บ้างก็ตรงที่มวยหมัดหนักอย่างนายปิยบุตร แสงกนกกุล และน.ส.พรรณิการ์ วานิช จะไม่ได้สวมนวมขึ้นเวทีสภา รวมถึงนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ที่ถูกสั่งพ้นส.ส.ไปก่อนใครเพื่อน
กระนั้นทั้ง “ธนาธร-ปิยบุตร” ก็ประกาศแล้วว่าสุดท้ายแล้วหากไม่ให้เข้าไปอภิปรายไม่ไว้วางใจในสภา
ก็พร้อมใช้แผนบี เปิดเวทีอภิปราย “นอกสภา” แทน
ซึ่งข้อดีของการเปิดอภิปรายนอกสภา ก็คือ
ไม่มีส.ส.รัฐบาลคอยประท้วงขัดจังหวะให้เสียอารมณ์