ทิ้งหมัดเข้ามุม
ยังคงวนเวียนอยู่กับเรื่องราวคนใกล้ตัวของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี
ตั้งแต่กรณีน้องชาย พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา อดีตปลัดกระทรวงกลาโหม ลงนามแต่งตั้งลูกชายเข้ารับราชการทหาร
ต่อด้วยภรรยา คือนางผ่องพรรณ จันทร์โอชา ใช้เครื่องบินของทางราชการ ไปปฏิบัติภารกิจต่างๆ
รวมทั้งไปเปิดฝาย “แม่ผ่องพรรณพัฒนา” ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติดอยเวียงผา (ปางปอย) ต.แม่คะ อ.ฝาง จ.เชียงใหม่
หรือกระทั่งลูกชายคนโตที่ตั้งบริษัทคอนเทมโพรารี คอนสตรัคชั่น โดยใช้บ้านพักในค่ายทหารเป็นที่จดทะเบียน รับงานก่อสร้างอสังหาริมทรัพย์ของกองทัพ ภาคที่ 3
ตามด้วยการเปิดเอกสารค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับเที่ยวบินเช่าเหมาลำไปประชุมที่ฮาวาย ของพี่เลิฟ บิ๊กป้อม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและรมว.กลาโหม
ที่ใช้เงินกว่า 20 ล้านบาท โดยมีงบค่าอาหารภายในเครื่องบินถึง 6 แสนบาท
รวมถึงเที่ยวบินของคณะบิ๊กตู่ ที่เช่าเหมาลำไปรัสเซีย ซึ่งก็มีค่าใช้จ่ายเฉพาะค่าอาหาร 1.7 ล้านบาท
ซึ่งทั้งหมดถือเป็นเรื่องที่บุคคลที่ถูกสังคมตั้งคำถามหรือมีข้อสงสัย ต้องมีโอกาสออกมาชี้แจงข้อเท็จจริง ตามสังคมที่มีอารยะ
แต่ที่น่าเป็นห่วงก็คือท่าทีของรัฐบาล ที่ออกมาระบุว่านายกฯกังวลการทำหน้าที่ของสื่อ ว่าที่นำเสนอข่าวอาจกลายเป็นแนวร่วมมุมกลับ
ตกเป็นเครื่องมือของผู้ไม่หวังดี มุ่งทำลายรัฐบาล !??
ทั้งที่ข้อเท็จจริงแล้ว สื่อแค่นำเสนอข้อมูลที่เกิดขึ้น
ไม่มีใครบอกให้พล.อ.ปรีชาตั้งลูกตัวเองเป็นทหาร ให้นางผ่องพรรณไปเปิดฝาย หรือให้ลูกอีกคนตั้งบริษัทในค่ายทหาร
เช่นเดียวกับไม่มีใครให้พล.อ.ประวิตร เช่าเครื่องบินเหมาลำ จ่ายค่าอาหารบนเครื่องทีละ 6 แสน
ซึ่งตรงกับคำของนักหนังสือพิมพ์ในอดีต อย่างอิศรา อมันตกุล ที่ระบุว่า “…ถ้ารัฐบาลไม่ชอบให้ใครพูดถึงรัฐบาลในสิ่งที่ไม่ดี รัฐบาลก็จะต้องไม่ทำในสิ่งนั้น รัฐบาลต้องแก้การกระทำของรัฐบาล ไม่ใช่มาเรียกร้องให้เราแก้การเขียนหนังสือของเราที่เขียนตามความเป็นจริง”
เป็นแบบนี้ในอดีต และจะเป็นต่อไปในอนาคต