ต่อพรก.ทำได้ ถ้าไม่อายประชาชน – หลังปลอดเชื้อในประเทศ 50 วันภายใต้พ.ร.ก.ฉุกเฉิน
กรุงเทพฯและจ.ระยองกลับมาเป็นพื้นที่เสี่ยงต่อการระบาดของโควิดอีกครั้ง
จากการที่รัฐบาลและศบค.ยกเว้นมาตรการป้องกันให้คณะทูตซูดานและกลุ่มทหารอียิปต์
ไม่ต้องกักตัวในสถานที่รัฐจัดให้หรือ State Quarantine เป็นเวลา 14 วัน
แม้รัฐบาลและศบค.จะออกมาแถลงขอโทษต่อสังคมและยอมรับข้อผิดพลาด
แต่ก็ดูเหมือนไม่ทันต่อสถานการณ์ความตื่นกลัวต่อการระบาดโควิดรอบ 2 ที่ขยายวงลุกลามรวดเร็วเหมือนไฟลามทุ่ง
เบื้องต้นมีการสั่งปิดโรงเรียนเกือบ 200 แห่งใน จ.ระยอง ห้างสรรพสินค้าร้างผู้คนในพริบตา
ความกลัวแผ่ขยายไปยังพื้นที่ใกล้เคียง เช่น จ.ตราด แม้กระทั่งไกลๆ อย่าง จ.พิษณุโลก ซึ่งมีคนในจังหวัดเดินทางไประยองช่วงเวลาที่ทหารอียิปต์เข้าพักโรงแรมและเดินเที่ยวห้าง
แน่นอนว่าในบรรยากาศสุ่มเสี่ยงต่อการระบาดรอบ 2
สิ่งที่หลายคนจับตาคือรัฐบาลจะใช้เป็นข้ออ้างต่อพ.ร.ก.ฉุกเฉินออกไปอีกหรือไม่
ที่ผ่านมารัฐบาลอ้างเจตนาการประกาศใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉินว่าเพื่อการควบคุมสถานการณ์โควิดไม่ให้แพร่ระบาด
ไม่ได้ใช้จำกัดการเคลื่อนไหวทางการเมืองของกลุ่มคนเห็นต่างที่เป็นเพียงเป็นผลพลอยได้
หลายคนเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง
ประกอบกับการที่ไทยปลอดการติดเชื้อในประเทศ 50 วันติดต่อกัน ทำให้ยอมกลั้นใจมองข้ามข้อเสียของพ.ร.ก.ฉุกเฉิน ที่นอกจากการจำกัดสิทธิเสรีภาพประชาชน
ยังมีการจัดซื้อจัดจ้างด่วนพิเศษ การยึดอำนาจพรรคร่วมรัฐบาล การเบิกงบฉุกเฉิน การเอาไว้ลอยตัวเหนือความรับผิดชอบต่อการกระทำที่ก่อความเสียหาย เรื่องค่าตอบแทน การทวีคูณอายุราชการ ฯลฯ เป็นต้น
แต่กรณีคณะทูตซูดานและทหารอียิปต์ทำให้เรื่องแตกต่างออกไป
เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นตอนนี้มาจากความบกพร่องของรัฐบาลล้วนๆ
ไม่สามารถโยนความผิดให้ประชาชนหรือปัดความรับผิดชอบให้พ้นตัวไปได้เหมือนที่ผ่านมา
หากรัฐบาลจะต่ออายุพ.ร.ก.ฉุกเฉินเพื่อลอยตัวหนีความรับผิดชอบสิ่งที่เกิดขึ้น
ถ้าไม่อายประชาชนก็ทำเลย