ทิ้งหมัดเข้ามุม
รุก กลางกระดาน
ถือเป็นความเดือดร้อนของประชาชนอย่างแท้จริง
สำหรับสถานการณ์น้ำท่วมในปีนี้ ซึ่งแม้ไม่รุนแรงเทียบเท่ากับปี 2554 แต่ก็ส่งผล กระทบให้กับชาวบ้านไม่น้อยเลยทีเดียว
ยิ่งชาวบ้านที่ทำการเกษตรในที่ราบลุ่มภาคกลาง ที่ถูกกำหนดเป็นเขตแก้มลิง ผันน้ำเข้าเก็บไว้ ไม่ให้น้ำในแม่น้ำและเขื่อนเพิ่มระบายน้ำอย่างไม่ขาดสายไหลเข้าท่วมกทม. ที่เป็นเขตเศรษฐกิจสำคัญของประเทศ
ต้องยอมให้พืชผลทางการเกษตรจมน้ำเสียหาย โดยมีข้ออ้างคือเพื่อความเสียสละ!??
หรือกระทั่งชาวบ้านในจังหวัดภาคเหนือ ไล่ตั้งแต่พิจิตร พิษณุโลก สุโขทัย นครสวรรค์ ที่บางพื้นที่ถูกน้ำท่วมนาน นับเดือน แต่ก็ไร้การเข้าช่วยเหลือเยียวยา จากภาครัฐ
หวนคิดถึงรัฐบาลสมัยที่มีการเลือกตั้ง ที่นักการเมืองแม้จะมีข้อด้อยอย่างไร ก็ต้องแก้ไขปัญหาให้ประชาชน
แม้จะเพื่อคะแนนนิยม แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าประชาชนก็ได้ประโยชน์
ไม่เหมือนสมัยนี้ที่แจ้งเตือนอย่างเดียว แต่การช่วยเหลือกลับไปไม่ถึง
และที่น่าตกใจมากกว่านั้น ก็คือสถานการณ์น้ำที่จ.พิจิตร ที่น้ำท่วมเกือบ ทุกพื้นที่
แต่บึงสีไฟ ที่เป็นแหล่งเก็บกักน้ำจืด หรือแก้มลิงธรรมชาติขนาดใหญ่ เป็นอันดับ 3 ของประเทศ เนื้อที่กว่า 5 พันไร่
กลับมีน้ำอยู่เพียงเล็กน้อย
ทั้งที่กรมชลประทานตั้งสถานีสูบน้ำจากแม่น้ำน่าน และวางท่อระยะ 3.5 กิโล เมตร เพื่อสูบน้ำเข้าแก้มลิงไว้เรียบร้อย
แต่ไม่สามารถสูบน้ำได้ เพราะไม่มีหน่วยงานรับผิดชอบค่าไฟชั่วโมงละ 600 บาท
ตัดไปอีกทางถึงผู้บริหารประเทศที่ยกคณะ 38 ชีวิต เช่าเครื่องบินเหมาลำไปอโลฮา ฮาวาย เป็นเงินถึง 20 ล้านบาท
เอาแค่เฉพาะค่าอาหารก็ 6 แสนบาท
แน่นอนว่าแม้ไม่ใช่การทุจริต เพราะ สตง.เองก็ยืนยันว่าการใช้เงินดังกล่าวเหมาะสมถูกต้องทุกประการ
เพียงแค่อดคิดไม่ได้ว่าหากเอาเงินค่าไข่ปลาคาเวียร์ ที่เสิร์ฟให้กับวีไอพีที่เดินทางร่วมคณะออกมา
เจียดไปให้เป็นเงินค่าไฟ สูบน้ำเข้าแก้มลิง ชาวบ้านก็คงจะเดือดร้อนน้อยกว่านี้
แต่เมื่อไม่เป็นเช่นนั้น ก็เป็นหน้าที่ของประชาชนที่ต้องอดทนกันไป