ปลดแอก16ส.ค. บทเรียนผู้มีอำนาจ – หากการชุมนุมลานพญานาค 10 ส.ค. เป็นทัพนำร่อง
การชุมนุมบริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย 16 ส.ค. ก็ต้องถือเป็นทัพหลวง
การยกระดับจากเยาวชนปลดแอก ขึ้นเป็นคณะประชาชนปลดแอก ทะลุจากรั้วมหา วิทยาลัยออกมายังพื้นที่สาธารณะ
เป็นการเปิดกว้างให้มีผู้เข้าร่วมชุมนุมจำนวนมาก
ไม่จำกัดอยู่แค่เยาวชน นักเรียน นิสิตนักศึกษา แต่ยังหมายถึงประชาชนทั่วไปที่เห็นด้วยกับ 3 ข้อเรียกร้อง 2 จุดยืน
ก่อนหน้าการชุมนุมประชาชนปลดแอก 16 ส.ค. ซึ่งพัฒนาต่อยอดมาจากการชุมนุมเยาวชนปลดแอก 18 ก.ค.
เจ้าหน้าที่รัฐได้นำหมายศาลเข้าจับกุม นายอานนท์ นำภา นายภาณุพงศ์ จาดนอก หรือไมค์ ระยอง เมื่อวันที่ 7 ส.ค. ตามด้วยเพนกวิน-พริษฐ์ ชิวารักษ์ วันที่ 14 ส.ค.
แม้ได้รับการประกันปล่อยตัวในชั้นศาล แต่ก็ต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขต้องไม่มีพฤติกรรมซ้ำรอยเดิม ไม่เช่นนั้นอาจมีผู้ยื่นขอให้ศาลถอนการประกันตัว
ซึ่งทนายอานนท์ กับไมค์ ภาณุพงศ์ โดนแล้ว และศาลนัดไต่สวนวันที่ 3 ก.ย.
นอกจากนี้ 1 วันก่อนการชุมนุมใหญ่ประชาชนปลดแอก
ก็ยังปรากฏรายงานข่าวเปิดเผยบัญชีดำ มาตรา 116
บุคคลที่ฝ่ายรัฐเชื่อว่าเป็นแกนนำชุมนุม 18 ก.ค. ถูกออกหมายจับอีก 12 คน อยู่ระหว่างติดตามจับกุมดำเนินคดี กับอีก 16 คนอยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อออกหมายจับ
เมื่อดูจากกรณีทนายอานนท์ ไมค์ ภาณุพงศ์ และเพนกวิน รวมถึงการออกข่าวเตรียมจับกุมอีก 12+16 คน ก็จะเห็นเจตนาชัดแจ้งของฝ่ายรัฐว่าต้องการเชือดไก่ให้ลิงดู
กล่าวคือสร้างความหวาดกลัวให้กับแกนนำจัดชุมนุม เขย่าขวัญกลุ่มเยาวชนคนรุ่นใหม่จนไม่กล้าเข้าร่วมชุมนุม รวมถึงก่อความวิตกกังวลให้กับพ่อแม่ผู้ปกครองของเยาวชนเหล่านั้น กระทั่งสั่งห้ามไม่ให้เข้าร่วมชุมนุม
แต่แล้วทุกอย่างก็กลับตาลปัตร เมื่อการชุมนุม 16 ส.ค.มีผู้เข้าร่วมชุมนุมคึกคักตั้งแต่ช่วงสายจนถึงบ่าย ก่อนมากันอย่างถล่มทลายในช่วงเย็น ถึงค่ำ จนจบการชุมนุม
สั่งสอนผู้มีอำนาจให้ได้เห็นว่า ยิ่งฝ่ายรัฐคุกคามจับกุมนักศึกษามากเท่าไหร่
ก็ยิ่งทำให้ขบวนการประชาชนปลดแอกเติบโตและแข็งแกร่งมากขึ้นเท่านั้น
โดย…มันมือเสือ