ซื้อเรือดำน้ำ เป็นประเด็นวิพากษ์วิจารณ์ช่วงวันหยุดที่ผ่านมา และน่าจะเป็น กระแสต่อเนื่องไปอีกพักใหญ่

กรณีอนุกมธ.ครุภัณฑ์ฯ ในกมธ.วิสามัญพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณฯ 2564 ลงมติ 5 ต่อ 4 เห็นชอบโครงการจัดซื้อเรือดำน้ำ 2 ลำ มูลค่า 22,500 ล้านบาท

เสียงไม่เห็นชอบเป็นส.ส.ฝ่ายค้าน 4 เสียง เสียงเห็นชอบเป็นของส.ส.รัฐบาล 5 เสียง โดยนายสุพล ฟองงาม ส.ส.พลังประชารัฐ ในฐานะประธานคณะอนุกมธ. เป็นผู้ออกเสียงชี้ขาด

เหตุผลข้อหนึ่งของฝ่ายสนับสนุน นอกจากมีเรือดำน้ำไว้ ต่อรองและรักษาผลประโยชน์ทางทะเลของประเทศให้มีความมั่นคงและยั่งยืน

ยังต้องมีไว้เพื่อให้ประเทศอื่นเกรงใจ

ฟังแล้วก็ฮาดี อยากให้ประเทศอื่นเกรงใจ แต่ตัวเองกลับไม่เกรงใจประชาชน

แต่ประเด็นจริงๆ อยู่ตรงกองทัพเรืออ้างเหตุผลกับอนุกมธ.ฯ ว่าต้องซื้อ เพราะไทยลงนามเอ็มโอยูกับจีนไว้ว่าต้องซื้ออีก 2 ลำ หลังจากซื้อลำแรกไปแล้วด้วยงบปี 2560

แต่เมื่ออนุกมธ. จากฝ่ายค้านตรวจสอบก็พบว่าไม่เป็น ความจริง

กล่าวคือในเอ็มโอยูที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เซ็นไว้กับรมว.กลาโหมของจีน แล้วกองทัพเรือนำมาอ้าง

ไม่มีตรงไหนเขียนผูกมัดไว้ว่าไทยต้องซื้อลำที่ 2-3

ตรงนี้เองที่อนุกมธ.ฝ่ายค้านยอมไม่ได้ เตรียมขอให้กมธ.งบฯ ชุดใหญ่ทบทวนมติของอนุกมธ. ให้เลื่อนการจัดซื้อออกไปก่อน ยังไม่จำเป็นต้องจัดซื้อในปีนี้ เนื่องจากไม่ใช่ช่วงเวลาเหมาะสม

ประชาชนยังทุกข์ร้อนจากปัญหาปากท้อง เศรษฐกิจมีแนวโน้มตกต่ำลงเรื่อยๆ

ไม่กี่วันก่อนสภาพัฒน์แถลงตัวเลขจีดีพีไตรมาส 2 ปี 2563 ติดลบ 12.2% หนักสุดในรอบกว่า 20 ปี

สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะก็ออกมาเปิดเผยสถานะเงินคงคลังว่า เหลือน้อยมาก อาจไม่เพียงพอในการใช้จ่ายของประเทศ รัฐบาลถึงกับต้องให้กระทรวงการคลังกู้เงินปีงบประมาณ 2563 เพิ่มอีก 2.14 แสนล้านบาท

ดังนั้น ถ้าหากกมธ.งบฯ ชุดใหญ่มีมติยืนตามอนุกมธ. เห็นชอบให้จัดซื้อเรือดำน้ำ 2.25 หมื่นล้านในปีงบประมาณ 2564

แม้ด้านหนึ่งจะถือว่าเอื้ออาทรต่อกองทัพเรือ

แต่อีกด้านหนึ่งก็ใจร้ายกับประชาชนอย่างยิ่ง

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน