ตอบสนอง ทร. หรือประชาชน? – เป็นประเด็นร้อนแรงต่อเนื่อง
กรณีอนุกมธ.ครุภัณฑ์ฯ ในกมธ. งบประมาณ 2564 อนุมัติให้กองทัพเรือจัดซื้อเรือดำน้ำจีน 2 ลำ มูลค่า 22,500 ล้านบาท
ภายหลังเกิดกระแสคัดค้านกว้างขวาง กองทัพเรือเจ้าของเรื่องก็ตั้งโต๊ะแถลงชี้แจงเหตุจำเป็นที่จะต้องมีเรือดำน้ำไว้ใช้งานครบ 3 ลำ
แต่ก็ดูเหมือนไม่ช่วยให้สถาน การณ์ดีขึ้น
การแถลงถูกมองว่าเป็นการตอบโต้ทางการเมือง
“ที่กล่าวหาว่าการจัดซื้อเรือดำน้ำของกองทัพเรือเป็นสัญญาเก๊ ก็ไม่เป็นความจริง โครงการรับจำนำข้าวที่พรรคเพื่อไทยทำต่างหากที่เป็นจีทูจีเก๊”
แต่ที่ฟังแล้วหัวร่อมิออก ร่ำไห้มิได้
โฆษกกองทัพเรืออ้างถึงโพลสื่อบางสำนัก “เมื่อเช้าก็ดูช่องเนชั่น โพลบอกว่า 71 เปอร์เซ็นต์ ประชาชนอยากให้จัดซื้อเรือดำน้ำ”
แกนนำฝ่ายค้านพรรคเพื่อไทยตั้งข้อสังเกตว่า การทำสัญญาซื้อเรือดำน้ำกับทางการจีนอาจเป็นโมฆะ
เพราะผู้ที่ไปลงนามสัญญาฝ่ายไทย คือพล.ร.อ.ลือชัย รุดดิษฐ์ ผบ.ทร. ซึ่งตอนนั้นเป็นเสธ.ทร. ไม่มีหนังสือมอบอำนาจจากผู้นำรัฐบาล หรือรัฐมนตรีกลาโหม
นั่นก็เรื่องหนึ่ง แต่ก็ไม่ใช่เหตุผลหลักที่ถูกกระแสสังคมคัดค้าน
และที่สังคมคัดค้านก็ไม่ใช่ว่าจะไม่ให้ซื้อเลย เพียงแต่ให้เลื่อนออกไปก่อน เนื่องจากปีงบประมาณ 2564 ยังไม่ใช่ช่วงเวลาเหมาะสมในการจัดซื้อเรือดำน้ำ
เนื่องจากประชาชนยังทุกข์ร้อนจากปัญหาปากท้อง บ้านเมืองอยู่ในสภาวะวิกฤตเศรษฐกิจ
รัฐบาลเองก็ยอมรับกว่าทุกอย่าง จะฟื้นกลับมาเหมือนปี 62 ก่อนเกิดโควิด อาจต้องรออีกอย่างน้อย 2-3 ปีจากนี้
การจัดทำงบประมาณนั้นต้องยึดความเหมาะสมในแต่ละยุคสมัย
หัวใจสำคัญต้องตอบสนองความต้องการของประชาชนเป็นหลัก เนื่องจากเป็นเจ้าของเงินภาษีที่นำมาจัดทำงบประมาณแต่ละปี
การอ้างว่าต้องมีเรือดำน้ำไว้เพื่อปกป้องผลประโยชน์ทรัพยากรทางทะเลมูลค่าหลายล้านล้านบาท
แต่จะมีประโยชน์อะไร หากประชาชนส่วนใหญ่ยังตกงาน
ยากจน และอดอยากเหมือนที่ เป็นอยู่