คอลัมน์ ทิ้งหมัดเข้ามุม
ลุ้นคำสั่งศาล คุ้มครองผู้ชุมนุม? – สถานการณ์เดินหน้าถึงจุดประชาชนเรือนแสน ออกมาชุมนุมตะโกนขับไล่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา พ้นจากนายกรัฐมนตรี สนั่นหวั่นไหวทั่วทั้งกรุงเทพฯ และหลายจังหวัดทั่วประเทศ
จากที่ส.ส.พลังประชารัฐเคยหยามหยันกลุ่มผู้ชุมนุม ที่เรียกร้องต้องการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ มากันแค่หยิบมือจะมากดดันได้อย่างไร
“ก็เห็นว่าผู้ชุมนุมมีอยู่ไม่เท่าไหร่ แต่ไปอ้างว่าเป็นประชาชนทั้งประเทศ ผมผ่านการชุมนุมมาเยอะ เห็นว่าการชุมนุมที่เกิดขึ้นนี้เล็กมาก ไม่มีผลอะไรต่อการตัดสินใจทั้งสิ้น” นายไพบูลย์ นิติตะวันระบุ
เป็นนายไพบูลย์ คนเดียวกับที่เสนอญัตติตั้งกรรมาธิการยื้อเวลาแก้ไขรัฐธรรมนูญในที่ประชุมร่วมรัฐสภา 24 ก.ย.
ซึ่งเป็นการเดินหมากผิดพลาด ครั้งแรกของรัฐบาล
ก่อนจะพลาดอีกหลายครั้งในเวลาต่อมา ไม่ว่าการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินร้ายแรง การกวาดจับแกนนำหลักและผู้ชุมนุม
และที่พลาดแรงคือการตัดสินใจใช้กำลังตำรวจติดอาวุธโล่และกระบอง พร้อมรถ ฉีดน้ำผสมสารเคมีสีฟ้าแรงดันสูง เข้าสลายการชุมนุมแยกปทุมวันค่ำวันที่ 16 ต.ค.
อันนำมาสู่การออกแถลงการณ์ประณามของกลุ่มองค์กรจำนวนมาก
ที่สำคัญยังกระตุ้นให้กลุ่มผู้ชุมนุมโกรธแค้น กลับมารวมตัวกันมากขึ้นในวันถัดๆ มาในลักษณะดาวกระจายทั่วกรุง หลายจังหวัดทั้งปริมณฑล เมืองหลัก เมืองรอง ต่างจัดกิจกรรมชุมนุมคู่ขนานรายวัน
เสียงตะโกนขับไล่จากคนเรือนแสน เป็นแรงกดดันให้พล.อ.ประยุทธ์ และรัฐบาลต้องยอมใส่เกียร์ถอย
มีมติเห็นชอบเปิดประชุมรัฐสภาสมัยวิสามัญ 26-27 ต.ค. เพื่อรับฟังความคิดเห็นส.ส.และส.ว. หาทางออกจากวิกฤตการณ์บ้านเมือง
ฝ่ายค้านเสนอว่าเพื่อให้บรรยากาศการประชุมเป็นไปด้วยดี แสดงให้เห็นถึงความจริงใจในการแก้ปัญหา รัฐบาลควรยกเลิกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินร้ายแรงเสียก่อน
ยังไม่รู้จะได้รับการสนองตอบ หรือไม่
พรรคเพื่อไทยยังยื่นร้องต่อศาลแพ่งมีคำสั่งให้รัฐบาลยกเลิกประกาศ พร้อมกับสั่งคุ้มครองชั่วคราวการชุมนุมของประชาชน โดยศาลนัดฟังในวันนี้ (22 ต.ค.)
ก็ต้องรอดูผลออกมาอย่างไร
จะเหมือนกับที่เคยมีคำสั่งคุ้มครองการชุมนุมกลุ่ม กปปส.หรือไม่?