คอลัมน์ ทิ้งหมัดเข้ามุม
จับกระแสข่าว ปฏิวัติ-อัยการศึก – สถานการณ์บ้านเมืองถึงจุดล่อแหลม
หลายคนหลายฝ่ายวิเคราะห์ตรงกัน หากจะเกิดการรัฐประหาร หรือประกาศ กฎอัยการศึก
ช่วงนี้เป็นช่วงเวลามีความเป็นไปได้มากที่สุด
วันจันทร์ที่ผ่านมาหลังประชุมครม. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ ปฏิเสธเรื่องนี้
“เรื่องที่พูดกันว่าจะมีการปฏิวัติหรือประกาศกฎอัยการศึก ในที่นี้มีใครประกาศได้บ้างหรือไม่ หรือใครประกาศได้ ในเมื่อผมไม่ได้ประกาศแล้วใคร จะประกาศ ประกาศกันเองได้หรือ”
รายงานข่าวจากฝ่ายความมั่นคงยืนยันเช่นกัน กองทัพยังไม่มีแนวคิดเรื่องการทำรัฐประหาร เนื่องจากสถานการณ์ปัจจุบันยังไม่ไปถึงขนาดต้องใช้กำลังทหารเข้ามาควบคุมสถานการณ์ เพราะตำรวจยังทำหน้าที่ได้ตามกฎหมายปกติ
หรือก่อนหน้า พล.อ.ณรงค์พันธ์ จิตต์แก้วแท้ ผบ.ทบ. กล่าวถึงสถานการณ์การชุมนุมของม็อบราษฎรที่ยังไม่มีทางออก ว่า “การเมืองต้องแก้ด้วยการเมือง” และ “รัฐประหารติดลบ” ก็ตาม
แต่สถานการณ์ก็ไม่น่าไว้วางใจ
กระแสข่าวรัฐประหาร ประกาศกฎอัยการศึกยังฟุ้งตลบไปทั่วเมือง แค่เห็นฝูงเฮลิคอปเตอร์ก็ผวากันแล้ว
ถามว่าทำไมเป็นอย่างนั้น คำตอบต้องย้อนกลับไปเมื่อปี 2557 ปลายสมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่ต้องเผชิญแรงกดดันอย่างหนักจากม็อบ กปปส.
พล.อ.ประยุทธ์ ผบ.ทบ.ขณะนั้นได้ให้สัมภาษณ์ปฏิเสธถึงกระแสข่าวการทำปฏิวัติ ด้วยท่าทีหนักแน่น
ยกตัวอย่างเมื่อวันที่ 8 ธ.ค.2556 พล.อ.ประยุทธ์ให้สัมภาษณ์ชัดเจน ไม่ว่าเหตุการณ์ชุมนุมใหญ่ของกลุ่ม กปปส. วันที่ 9 ธ.ค.2556 จะเป็นอย่างไร ทหารก็จะไม่ออกมาปฏิวัติ
“ถ้าทหารปฏิวัติอีก แก้ปัญหาผิดทางปัญหาอื่นๆ ก็จะเกิดขึ้นอีก ประเทศไทยจะยืนอยู่ในสังคมโลกอย่างไร”
แล้วสุดท้ายเป็นอย่างไร? รู้อยู่ว่า ทำแล้วจะมีปัญหาอื่นตามมา แต่ก็ยัง หาทำ
นี่คือเหตุผลว่าทำไมคนถึงไม่เชื่อ คำยืนยันของพล.อ.ประยุทธ์ว่าจะไม่มีปฏิวัติ
ด้วยวิกฤตการณ์ขัดแย้งทางการเมืองที่ซับซ้อนกว่า ทะลุเพดานกว่าเมื่อปี 57
ทำให้เผลอๆ ตอนนี้แม้แต่พล.อ. ประยุทธ์ ที่หลงเหลือความเป็นตัวของตัวเองอยู่น้อยมาก
อาจไม่แน่ใจคำยืนยันของตัวเองเช่นเดียวกัน