คอลัมน์ ทิ้งหมัดเข้ามุม
ข้อสอบศึกซักฟอก – หลังจากเป็นข่าวอยู่ระยะหนึ่ง ก็ยื่นเป็นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจเรียบร้อยแล้ว โดยฝ่ายค้านล็อกเป้า 10 รัฐมนตรีที่จะถูกซักฟอกในครั้งนี้
ซึ่งก็มากันครบ ทั้ง 3 ป. ที่แพ็กกันมายาวนานตั้งแต่รัฐประหารปี 2557 อย่าง พล.อ.ประยุทธ์ พล.อ.ประวิตร และพล.อ.อนุพงษ์ ซึ่งรายของพล.อ.ประวิตร นี่เป็นถึงหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ
กับอีก 2 หัวหน้าพรรคร่วมรัฐบาล อย่างนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ และนายอนุทิน ชาญวีรกูล
รวมทั้งรัฐมนตรีอื่นๆ ทั้ง นิพนธ์ บุญญามณี ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ ศักดิ์สยาม ชิดชอบ และขาประจำอย่าง ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า
โดยญัตติที่เขียนไว้ก็ครอบคลุมทั้งเรื่องบริหารราชการแผ่นดินล้มเหลว บกพร่องร้ายแรง ไร้ประสิทธิภาพ
ซึ่งก็ต้องไปรอดูกันหน้างานว่าฝ่ายค้านจะทำหน้าที่ตามที่ให้คำมั่นสัญญากับประชาชนได้หรือไม่
แต่ในมุมของรัฐบาลเองก็คงเก็งข้อสอบได้ไม่ยาก
เพราะแม้จะยื่นญัตติถึง 10 รัฐมนตรี แต่เข้าใจว่าเรื่องหลักสำคัญที่จะใช้เป็นหมัดเด็ดเปิดแผลรัฐบาล ก็คงไม่พ้น 2 เรื่องสำคัญ
นั่นก็คือสถานการณ์การเมือง และปัญหาการแพร่ระบาดของโควิด-19
โดยเรื่องแรก นอกจากประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ การดำเนินคดีกับกลุ่มแกนนำ นักเรียน นักศึกษา ด้วยข้อหาร้ายแรง
ยังรวมทั้งเรื่องมาตรา 112 ที่รัฐบาลโดยเฉพาะพล.อ.ประยุทธ์ เคยประกาศให้ใช้กฎหมายทุกมาตรา ซึ่งเปรียบเสมือนไฟเขียวให้หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายดำเนินการ
ส่วนจะเป็นเรื่องการใช้อำนาจแทรก แซงกระบวนการยุติธรรมหรือไม่ คงต้องรอดูการอภิปรายเชื่อมโยงของฝ่ายค้าน
อีกเรื่องก็คือเรื่องโควิด-19 ที่แน่นอนว่ารัฐบาลต้องถูกชำแหละตั้งแต่การปล่อยให้เกิดการระบาดระลอกใหม่ การเยียวยาที่ชักช้าจนถูกขนานนามว่าสวัสดิการชิงโชค
การจัดการวัคซีนที่มีข้อน่ากังขา ในเรื่องของบริษัทเอกชน อย่างสยามไบโอ ไซเอนซ์ที่ได้รับเลือกให้ผลิตวัคซีนของแอสตราเซเนกา
ซึ่งแทนที่จะมีการชี้แจงข้อสงสัย นำข้อมูลออกมาให้เป็นที่ประจักษ์ กลับใช้วิธีแจ้งความดำเนินคดีในข้อหาความผิดมาตรา 112
จึงเป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องเตรียมชี้แจง
และประชาชนที่รับฟังข้อมูลจะเป็นผู้ตัดสิน