คอลัมน์ ทิ้งหมัดเข้ามุม
กองทัพเมียนมา กับ‘ลุงข้างบ้าน’ – เหตุการณ์รัฐประหารโดยกองทัพในประเทศเมียนมา เช้าตรู่วันที่ 1 ก.พ.
นำมาซึ่งอาการ‘น้ำท่วมปาก’ของรัฐบาลไทย ในขณะที่ยูเอ็น และหลายประเทศในซีกโลกตะวันตก รวมถึงสหรัฐอเมริกา ต่างออกมาก่นประณามการกระทำดังกล่าว
พร้อมเรียกร้องกดดันให้ปล่อยตัว นางออง ซาน ซู จี ผู้นำรัฐบาลพลเรือนตัวจริงเสียงจริง ซึ่งถูกทหารเมียนมานำโดยพล.อ.อาวุโส มิน ออง ไหล่ ผู้บัญชา การทหารสูงสุด ควบคุมตัวไว้ รวมถึงประธานาธิบดีวิน มินต์ และแกนนำพรรคเอ็นแอลดี
ขณะที่รัฐบาลไทยไม่แสดงปฏิกิริยาใดๆ ยังคงนิ่งเฉย เหมือนไม่รู้ร้อนรู้หนาว ทั้งที่เป็นประเทศเพื่อนบ้านรั้วติดกันแท้ๆ
แต่ก็เป็นเรื่องน่าเห็นใจ เพราะหากมองย้อนกลับไปสำรวจเส้นทางอำนาจของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ ไทยคนปัจจุบัน เทียบกับผู้นำกองทัพเมียนมา
ในหลักการลงลึกไปถึงรายละเอียดก็มีทั้งเหมือน ทั้งคล้ายคลึงกัน เช่น การทำรัฐประหารยึดอำนาจการปกครองประเทศจากผู้นำรัฐบาลซึ่งเป็นผู้หญิง หรือการที่ผู้นำกองทัพออกข่าวยืนกราน ปฏิเสธกระแสข่าวการทำรัฐประหารหน้าตาเฉย ทั้งที่มีการวางแผนล่วงหน้ามานานพอสมควร
อดีตนักการทูตท่านหนึ่งระบุ โดยปกติเป็นธรรมเนียมอยู่แล้วที่บรรดาประเทศสมาชิกอาเซียน จะไม่ยุ่งกับเรื่องการเมืองภายในของประเทศสมาชิกด้วยกัน
ธรรมเนียมดังกล่าวจึงเป็นทางออกของผู้นำรัฐบาลไทย เมื่อสื่อซักถามถึงจุดยืนประเทศไทยต่อสถานการณ์รัฐประหารที่เกิดขึ้นในเมียนมา
“อาเซียน จุดยืนอาเซียน” พล.อ. ประยุทธ์กล่าวตอบสั้นๆ เช่นเดียวกับพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคงที่กล่าวเพียงว่า “เป็นเรื่องภายในของเขา”
ภายหลังการทำรัฐประหาร กองทัพเมียนมาประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินเป็นเวลา 1 ปี และให้สัญญาว่าจะจัดการเลือกตั้งขึ้นใหม่หลังจากนั้น ก็ต้องจับตาดูกันต่อไปว่า คสช.แห่ง เมียนมา จะทำตามสัญญาจริงหรือไม่
หลายคนเชื่อว่าไม่น่าเป็นไปได้
ดูตัวอย่างจาก ‘ลุงข้างบ้าน’ ตอนทำรัฐประหารเสร็จใหม่ๆ ก็ให้สัญญาว่าจะอยู่ไม่นาน
แต่ก็อยู่มาถึง 5 ปี บวกเวลาหลังเลือกตั้งแบบมีส.ว.เหนือเสียงประชาชน อีก 2 ปี กินอยู่บ้านหลวง ใช้น้ำฟรี ไฟฟรี
แบบนี้จะให้ลุกจากอำนาจง่ายๆ ได้ยังไง