คอลัมน์ ทิ้งหมัดเข้ามุม
คำถามต่อวัคซีนโควิด : ยังต้องตั้งคำถามกับรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง ในกรณีการจัดหาวัคซีน โควิดมาฉีดให้ประชาชนชาวไทย ที่ดูว่าล่าช้ากว่าที่อื่นในโลก
แม้กระทั่งในภูมิภาคอาเซียนด้วยกัน ที่ทุกประเทศเริ่มฉีดวัคซีนกันไปบ้างแล้ว โดยจัดหาจากผู้ผลิตที่แตกต่างกัน
ในขณะที่ไทยยังต้องรอวัคซีนที่ผลิตจากแอสตราเซเนกา ที่ถ่ายทอดเทคโนโลยีให้บริษัทสยามไบโอไซเอนซ์ที่จะผลิตได้ในช่วงมิ.ย.64 หรืออีก 5 เดือนหลังจากนี้
จึงไม่แปลกที่สังคมจะตั้งข้อสงสัย เพราะเอาเข้าจริง ทุกคนรู้ โลกรู้ รู้กันมาตั้งแต่โรคระบาดเมื่อปีที่แล้วว่าวิกฤตโควิดจะคลี่คลายไปได้ ต้องมีการฉีดวัคซีน
และที่ผ่านมาทั้งโลกก็พยายามพัฒนาผลิตวัคซีนกันเอาเป็นเอาตาย มีหลากหลายบริษัท หลากหลายตัวเลือก
ทั้งขายแบบถ่ายทอดเทคโนโลยี หรือการช่วยเหลือด้วยมนุษยธรรม จนประเทศส่วนใหญ่ของโลกเขาเดินหน้าฉีดวัคซีนกันไปแล้ว
จะอ้างว่าเพื่อความรอบคอบปลอดภัย ก็ต้องตั้งคำถามว่าทำไมแอสตราเซเนกาถึงเป็นวัคซีนจากแหล่งเดียวที่มีประสิทธิภาพที่สุด
ใช้การศึกษาทางการแพทย์ หรือการทดลองอะไรเป็นตัวชี้วัด??
แล้วทำไมวัคซีนจากบริษัทอื่น ประสิทธิภาพไม่ดีอย่างไร ถ้ารู้ ถ้ามีข้อมูลก็ต้องชี้แจง เพราะมันกระทบต่อประชากรโลกที่ฉีดวัคซีนจากบริษัทดังกล่าว
ส่วนที่อ้างว่าเรายังไม่จำเป็นต้องรีบ เพราะสามารถควบคุมโรคได้ ถ้าคิดอย่างนี้จริงๆ ก็ปล่อยให้มันเป็นไปตามยถากรรมเช่นนี้
บริหารแบบไม่บริหารกันเสียเลย!??
แต่จริงๆ แล้วทุกคนก็รู้ ว่าเวลาที่สูญเปล่าไปแต่ละวัน มันแลกกับความสูญเสียอื่นๆ มหาศาล
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการทำมาหากิน สภาพเศรษฐกิจ ที่ต้องหยุดชะงัก หรือแม้แต่สวัสดิภาพของบุคลากรทางการแพทย์ที่เป็นด่านหน้าเผชิญโรค ที่ต่อให้ดูแลตัวเองดียังไง ก็มีโอกาสเสี่ยง
และแน่นอนหากทำทองไม่รู้ร้อนเช่นนี้ต่อไป คำถามเหล่านี้ก็จะดังขึ้นเรื่อยๆ
จนกว่าจะมีคำตอบที่ดีพอ หรือจนกว่ารัฐบาลจะพ้นไป!??