คอลัมน์ ทิ้งหมัดเข้ามุม
ทรยศประชาชน ทรยศต่อตัวเอง : เปรียบเสมือนการตบหน้าประชาชนอย่างรุนแรงที่สุด เมื่อส.ส.พปชร. และพรรคร่วมรัฐบาลจำนวน หนึ่ง ร่วมกับส.ว.โหวตให้รัฐสภาส่งประเด็นการแก้รัฐธรรมนูญให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณา
ว่าการตั้งส.ส.ร.ขึ้นมาร่างรัฐ ธรรมนูญทั้งฉบับนั้นทำได้หรือไม่ โดยอ้างว่ารัฐธรรมนูญปี 60 มาตรา 256 ให้รัฐสภามีอำนาจแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ
ไม่ได้กำหนดให้ร่างใหม่ทั้งฉบับ!??
ทั้งที่กระบวนการในชั้นกรรมาธิการพิจารณากันมาแล้วหลายประเด็น โดยเฉพาะเรื่องส.ส.ร.ก็เห็นตรงกันว่าต้องมาจากการเลือกตั้ง 100 เปอร์เซ็นต์
แต่ก็ถูกเกมสกัดขาด้วยการส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญ
ส่งผลให้เกิดการตั้งคำถามถึงความจริงใจที่จะให้ประเทศเดินหน้า หลุดพ้นจากทางตันของวิกฤตทางการเมือง
เพราะหากจำได้ การที่รัฐสภาต้องรับวาระแก้ไขรัฐธรรมนูญเข้าพิจารณา ก็เพราะเกิดการชุมนุมเรียกร้องของประชาชน ที่ยกระดับเคลื่อนไหวสูงขึ้นเรื่อยๆ
ข้อเรียกร้องส่วนหนึ่งคือ ไล่พล.อ. ประยุทธ์ แก้ไขรัฐธรรมนูญ
การแก้รัฐธรรมนูญกลายเป็นช่องทางที่ถูกเลือกเพื่อลดกระแส ดังจะเห็นได้ว่าพรรคร่วมรัฐบาลเป็นผู้เสนอร่างแก้รัฐธรรมนูญเองด้วยซ้ำ
แต่ก็ถูกสกัดเมื่อเสนอตั้งกมธ.ศึกษาทำให้เสียเวลาไปอีกร่วมเดือนพอมาครั้งนี้กำลังจะเดินหน้าก็ต้องสะดุดอีก
อย่างไรก็ตาม คงไม่แปลกใจกับท่าทีของส.ส.บางคนที่เข้ามาด้วยกฎพิสดาร หรือกระทั่งส.ว.ที่มาจากคสช.
เพราะคนเหล่านี้ก็ต้องแสดงความกตัญญูต่อผู้มีพระคุณ ถือเป็นเรื่องปกติ
แต่ที่น่าสนใจก็คือบรรดาส.ส.พรรคร่วมรัฐบาลที่ไปรับปากประชาชนว่าจะเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตย
ตั้งแต่ครั้งหาเสียง หรือแม้แต่กระทั่งไปร่วมหอลงโรงกับพรรคพลังประชารัฐก็ตาม
ไม่มีความรู้สึกรู้สาอะไรบ้างเลยเหรอ!??
หรือมีอะไรดลใจ เป็นเงื่อนไขให้ความเคารพต่อสัญญากับประชาชนเลือนรางไป
หากเป็นเช่นนั้นจริงก็น่าเสียดาย เพราะนอกจากท่านทรยศต่อประชาชนแล้ว
ท่านก็ยังทรยศกับตัวเองด้วยเช่นกัน!!!