คอลัมน์ ทิ้งหมัดเข้ามุม
รัฐบาลต้องรีบ – สถานการณ์การแพร่ระบาดโควิดรอบสอง นับตั้งแต่จบเดือนก.พ. จำนวนผู้ป่วยติดเชื้อรายวันลดลงมาอยู่ที่เลข 2 หลัก ต่ำสุด 34 รายเมื่อวันที่ 10 มี.ค.
ก่อนดีดกลับมาสูงอีกครั้งช่วงวันหยุดที่ผ่านมา หลังพบคลัสเตอร์ใหม่ตลาดบางแค มีผู้ป่วยติดเชื้อวันเดียว 80 ราย กลุ่มเสี่ยงอีกกว่า 1,400 ราย
เป็นสัญญาณบ่งชี้โอกาสเกิดการระบาดรอบสามยังมีอยู่
ซึ่งถือเป็นข่าวร้ายช่วงก่อนสงกรานต์ ซ้ำเติมคนไทยหวาดผวา
เพราะก่อนหน้านั้นเพียง 1 วัน เกิดกรณีนายกรัฐมนตรีและครม.ต้องเลื่อนการฉีดวัคซีนออกไป
หลังมีรายงานพบผู้ได้รับวัคซีนแล้วเกิดภาวะลิ่มเลือดอุดตันเสียชีวิต เป็นเหตุให้ 7 ประเทศยุโรปสั่งระงับการฉีดวัคซีนแอสตราเซเนกา ยี่ห้อเดียวกับที่เตรียมฉีดให้นายกฯ และครม.ของไทยนั่นเอง
แม้ในทางการแพทย์ไม่ถือว่าร้ายแรง เนื่องจากวัคซีนที่เพิ่งคิดค้นขึ้นใหม่ และผลิตในปริมาณมาก มักเกิดปรากฏการณ์เช่นนี้
แต่สิ่งที่ทำให้รัฐบาลไทยของพล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นรมว.สาธารณสุข ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักขณะนี้นั้น
ไม่ใช่เรื่องประสิทธิภาพวัคซีน แต่เป็นเรื่องความผิดพลาดในนโยบายการจัดหาวัคซีนให้กับคนไทย
การเลื่อนฉีดวัคซีนนายกฯ และครม. คือบทเรียนอันมีต้นเหตุจากสิ่งที่พรรคฝ่ายค้านใช้คำว่า ‘แทงม้าตัวเดียว’ หรือเอาไข่ใส่ตะกร้าใบเดียว แทนที่จะแยกใส่ไว้หลายๆ ตะกร้า
ความหมายในที่นี้คือควรกระจายความเสี่ยงในการจัดหาวัคซีนจากหลายแหล่งหลายยี่ห้อ
การวางเดิมพันทั้งหมดไว้กับวัคซีนยี่ห้อเดียว นับเป็นความผิดพลาดที่รัฐบาลต้องเร่งแก้ไขปรับปรุงโดยด่วน
ขณะเดียวกันยังต้องเร่งสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน
เพราะต่อให้อีก 2 สัปดาห์ข้างหน้าผลออกมาว่าวัคซีนแอสตราเซเนกาไม่เกี่ยวกับอาการลิ่มเลือดอุดตัน
แต่เชื่อว่าคนทั่วไปลึกๆ ในใจก็ไม่กล้าเสี่ยงฉีดอยู่ดี
ฉะนั้นถ้ารัฐบาลไม่รีบจัดหาม้าตัวอื่นมาเป็นทางเลือกให้ประชาชนก็จะทำให้แผนการฉีดวัคซีนต้องสะดุดหยุดลง
ความเสี่ยงต่อการแพร่ระบาดรอบสามก็จะยังมีอยู่ต่อไป
สุดท้ายแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจอาจจะต้องทอดยาวล่าช้าไปอีกเป็นปีๆ
มันฯ มือเสือ