คอลัมน์ ทิ้งหมัดเข้ามุม
โดย – มันฯมือเสือ
หมู 13 ล้านกิโล สต๊อกของใคร?
เข้าสู่บรรยากาศช่วงตรุษจีน ปัญหาหมูแพงยังไม่คลี่คลาย
หน่วยงานรัฐอ้างว่าควบคุมราคาให้อยู่ในระดับทรงตัวได้แล้ว แต่จากการสำรวจตลาดรับฟังจากปากพ่อค้าแม่ค้าและ ผู้บริโภคพูดตรงกัน ถึงราคาจะทรงตัวแต่ก็ทรงตัวในระดับยังแพงอยู่
ทั้งมีแนวโน้มพุ่งขึ้นอีกในช่วงเทศกาล ตรุษจีนที่กำลังมาถึง
ของเซ่นไหว้ทุกชนิด หมู เป็ด ไก่ พาเหรดปรับราคา แพงมากแพงน้อย ขึ้นอยู่กับขนาด โดยรวมปรับขึ้นประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ รวมถึงผลไม้จำพวก ส้มและอื่นๆ กระดาษเงิน กระดาษทองปรับขึ้น 5 เปอร์เซ็นต์
ย้อนกลับไปถึงปัญหาหมูแพง ตัวฉุดให้อาหารประเภทเนื้อสัตว์และสินค้าอื่นๆ แพงตาม
ส่วนหนึ่งเป็นเพราะรัฐบาลไม่ฉับไวต่อปัญหาโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร หรือเอเอสเอฟ ที่ทำให้หมูล้มตาย หายไป จากตลาดนับล้านตัว
ประกอบกับต้นทุนเลี้ยงหมูเพิ่มสูงขึ้นทั้งราคาอาหารสัตว์ และการลงทุนเพิ่ม เพื่อยกระดับมาตรฐานฟาร์มเลี้ยงในการป้องกันโรคระบาด ทำให้ผู้เลี้ยงรายย่อยและรายกลางถอดใจเลิกเลี้ยงไปจำนวนมาก
ล่าสุดที่พบเป็นสาเหตุสำคัญอย่างหนึ่ง ที่ทำให้หมูแพงรับตรุษจีน ก็คือการกักตุน
ไม่ใช่กักตุนแค่ 1-2 พันกิโลกรัม จากข้อมูลกรมปศุสัตว์ กระทรวงเกษตรฯ ที่ลงพื้นที่ลุยตรวจสอบปริมาณเนื้อหมู ในห้องเย็นทั่วประเทศ 1,000 กว่าแห่ง ดำเนินการเสร็จสิ้นแล้ว 539 แห่ง หรืออีก 500 กว่าแห่ง
พบซากหมูไม่มีเอกสารเคลื่อนย้าย ซากสัตว์ และไม่ได้แจ้งจำนวนครอบครองต่อกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ รวมมากกว่า 13 ล้านกิโลกรัม
เมื่อคูณราคาเฉลี่ย 240 บาท ต่อกิโลกรัม เป็นเงินมากกว่า 3.3 พัน ล้านบาท
13 ล้านกิโลกรัมเป็นสต๊อกของใคร ทำไมไม่นำออกมาจำหน่าย ต้องสอบสวน ต่ออย่างจริงจัง
หากพบเป็นการกระทำโดยมีเจตนากักตุนเพื่อสร้างผลประโยชน์ทางธุรกิจ โดยมีผู้อยู่เบื้องหลัง หรือมีเจ้าหน้าที่ ของรัฐเข้าไปเกี่ยวข้อง ก็ต้องดำเนินการตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด โดยไม่มีการลูบหน้าปะจมูก
อีกทั้งต้องเร่งตรวจสอบให้รู้ผล โดยเร็วเพื่อพิจารณาตามข้อกฎหมายว่า จะสามารถนำเนื้อหมูที่พบ 13 ล้านกิโลกรัม ออกมากระจายสู่ตลาดในช่วงก่อนเทศกาลตรุษจีนนี้ได้ทันทีหรือไม่
เพื่อให้ตลาดมีปริมาณเนื้อหมูเพียงพอ กับความต้องการของผู้บริโภค ส่งผลให้ราคาปรับตัวลดลง ถึงจะแค่ในระยะสั้น
แต่ก็น่าจะช่วยให้ตรุษจีนปีนี้ไม่หดหู่เกินไปนัก