เป็นสถานการณ์การเมืองที่ดุเดือดจริงๆ ที่ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาลเท่านั้น แต่ยังลามไปถึงฝ่ายค้านด้วยกันเอง อย่างพรรคเพื่อไทย และพรรคก้าวไกล

โดยมีต้นเหตุมาจากการไม่ร่วมแสดงตนในการประชุมสภา ระหว่างพิจารณาร่างกฎหมาย และการรับทราบข้อเสนอการศึกษาของกรรมาธิการในเรื่องต่างๆ

เรื่องดังกล่าวถูกมองกันหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นเกมการเมืองที่หวังจะล้มรัฐบาล ให้เกิดสภาพสภาล่มซ้ำซาก จนนำไปสู่การตัดสินใจยุบสภา

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นเรื่องแนวคิด หรือความคาดหวังเป็นเรื่องหนึ่ง ส่วนจะได้ผลหรือไม่ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง

ที่สำคัญเห็นได้ชัดเจนแล้วว่า ไม่ว่าสภาจะล่มกี่ครั้งกี่หน ก็ยากที่พล.อ.ประยุทธ์ ผู้เข้าสู่อำนาจด้วยกลไกพิสดาร ทั้ง 250 ส.ว. บัตรเขย่ง แจกส.ส.ให้พรรคเล็ก คงยากที่จะยุบสภา

แต่สิ่งที่ได้รับผลกระทบโดยตรงก็คือร่างกฎหมายหลายฉบับ ไม่ได้รับการพิจารณา ซึ่งส่งผลกระทบต่อประชาชนโดยตรง

จริงอยู่การต่อสู้กับอำนาจที่ไม่เป็นธรรมมีอยู่หลายแนวทางและขั้นตอน แต่ก็ต้องยึดมั่นในหลักการให้ชัดเจนว่าอะไรทำได้ อะไรทำไม่ได้ หรืออะไรควรทำ อะไรไม่ควรทำ

การต่อสู้กับชนชั้นไร้จิตสำนึก ก็ไม่จำเป็นต้องทำตัวไร้จิตสำนึกตามไปด้วย เพราะไม่เช่นนั้นก็กลายเป็นว่าไม่มีความแตกต่าง

การหวังผลลัพธ์โดยไม่เลือกวิธีใช้ จึงเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องและควรทบทวน เหมือนที่ระบุกันว่า การเริ่มต้นที่ดี จึงสำคัญ ในกรณีนี้ก็คือเรื่องของจิตสำนึกในการทำงานเพื่อประชาชน

ทำให้เห็นชัดๆ ว่า แตกต่างจากสภาฝักถั่ว ทำงานให้เห็นผลเป็นรูปธรรม

แน่นอนว่าการนับองค์ประชุม เป็นอาวุธชิ้นหนึ่งของฝ่ายค้านในการตรวจสอบรัฐบาล แต่ก็ต้องใช้อย่าง ถูกต้องเหมาะสม

ไม่ว่าจะเป็นกรณีการตอบโต้เรื่องที่ผิดหลักการ เรื่องที่เสียงข้างมากใช้พวกมากลากไป ซึ่งการใช้แนวทางเช่นนี้หากเกิดขึ้นจริง ก็สามารถชี้แจงให้ประชาชนรับทราบ และเกิดความเข้าใจได้

รวมทั้งพึงระลึกไว้ว่า การต่อสู้กับเผด็จการสืบทอดอำนาจเป็นเรื่องสำคัญ การทำงานในฐานะผู้แทนประชาชนก็สำคัญเช่นกัน!!!

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน