เป็นเรื่องที่พยายามวิเคราะห์เหตุผลกันอย่างหลากหลาย สำหรับกรณีที่ไผ่ จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา และไมค์ ภาณุพงศ์ จาดนอก 2 แกนนำราษฎรได้รับการประกันตัว
แน่นอนว่าเป็นเรื่องที่ดี เพราะจริงๆ แล้ว เมื่อคดียังไม่ได้ รับการพิจารณา จำเลยหรือผู้ถูกกล่าวหาย่อมถือว่ายังเป็นผู้บริสุทธิ์ ซึ่งสมควรอย่างยิ่งที่จะได้รับการปฏิบัติเยี่ยงนั้น โดยเฉพาะสิทธิในการประกันตัว
และไม่ใช่แค่ 2 คนนี้ แต่รวมถึงทั้งเพนกวิน พริษฐ์ ชิวารักษ์ ทนายอานนท์ นำภา และอีกหลายต่อหลายคนที่ถูกเพิกเฉย สิทธิที่พึงมีเหล่านี้
เพียงแต่ที่ผ่านมาร่วมครึ่งปี มีความพยายามยื่นประกัน หลายต่อหลายครั้ง แต่ทุกครั้งกลับมีคำตอบอย่างเดียวกันว่า ไม่มีเหตุให้เปลี่ยนแปลงคำสั่ง
แล้วครั้งนี้ ‘อะไร’ คือ เหตุผลที่ทำให้ดุลพินิจต่างออกไป
แม้เราไม่รู้ว่ามันคืออะไร แต่ในฐานะที่ยังเห็นว่าประเทศ ยังคงเดินหน้าต่อไปได้ หวังว่าจะเป็นสัญญาณที่ดีต่อกระบวนการยุติธรรมในประเทศที่จะกลับมาอยู่ในร่องในรอย แบบที่อารย ประเทศเขาเป็นกัน
และจะได้ทบทวนว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็น ‘ผลดี’ หรือ ‘ผลเสีย’ อย่างไร
เพราะต้องตระหนักว่ามาตรการการใช้กฎหมายหรือ บทลงโทษ ติดคุกติดตะรางนั้น จุดประสงค์จริงๆ ก็คือการสร้างความกลัว ไม่ให้กระทำบางอย่างที่รัฐกำหนดเป็นความผิด
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน แกนนำบางคนติดคุก ออกมา ก็เคลื่อนไหวต่อ จนต้องติดคุกอีก เมื่อได้ออกมาก็ได้รับการต้อนรับอย่างวีรบุรุษ
เพราะสังคมรู้ดีว่าคนเหล่านี้ไม่ใช่อาชญากร เพียงแค่เห็นต่างจากสิ่งที่อนุญาตให้เป็น
คนที่อยู่ข้างนอก นักต่อสู้หน้าใหม่ก็ผุดขึ้นทุกวัน มาเป็นสารพัดกลุ่ม ทั้งทะลุฟ้า ทะลุแก๊ส
เมื่อความกลัวใช้ไม่ได้ผล ต่อไปจะเกิดอะไรขึ้น!??
จะใช้มาตรการอะไรที่ยิ่งกว่าคุก ตะราง หรือจะถึงขั้นความเป็น ความตายเหมือนที่เคยเกิดมาในอดีต
แล้วหวังว่าจะช่วยฉุดรั้งสร้างความมั่นคงให้ยืนยาวได้อีกต่อไป
ก็คงต้องเตือนกันว่าไม่ใช่ทุกครั้งที่ประวัติศาสตร์จะซ้ำรอย และแนวโน้มครั้งนี้ก็เช่นกัน
ไม่รู้สึกสังหรณ์อะไรบ้างเลยเหรอ!??