กลายเป็นประเด็นสำคัญที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวาง สำหรับกรณี การปราบปรามคดีค้ามนุษย์ชาวโรฮิงยา เมื่อปี 2558
ที่นายรังสิมันต์ โรม ส.ส.ก้าวไกล รวบรวมข้อมูลมานำเสนอใหม่ในการอภิปรายทั่วไปแบบไม่ลงมติ
พร้อมเปิดตัวพยานปากเอกใน กรณีดังกล่าวอย่างพล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ หัวหน้าคณะสอบสวน คดีค้ามนุษย์ ที่ล่าสุดต้องลี้ภัยอยู่ที่ประเทศออสเตรเลีย
แน่นอนว่าคดีที่พบค่ายกักกัน โรงฮิงยา ในพื้นที่ภาคใต้ รวมทั้งหลุมศพของผู้เสียชีวิต และการดำเนินคดี ทั้งหลาย มีหลายสื่อนำเสนอในช่วง ดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง
แต่ที่กลายเป็นประเด็นความสนใจขึ้นมาก็เพราะการอภิปรายครั้งนี้ ขุดคุ้ยเรื่องที่ซุกอยู่ใต้พรมมาเป็นเวลานาน ให้ได้กลับมาพิจารณาอีกครั้ง
ในมุมของที่เปลี่ยนไปตามสภาวการณ์ของสังคมที่เติบโตขึ้น และพร้อมตั้งคำถามถึงความไม่ชอบมาพากลหลายๆ อย่าง
ไม่ว่าจะเป็นประเด็นการทำอาชญากรรม ต่อมนุษย์ด้วยกัน อย่างโหดเหี้ยมรุนแรง เป็นการค้าทาสยุคสมัยใหม่ เพื่อแลก กับเงินทองค่าไถ่ ค่าตอบแทน อย่างไม่น่าเชื่อว่าจะเกิดขึ้นในประเทศที่อ้างตัวเป็นเมืองพุทธ
ตลอดจนข้อพิรุธหลายอย่าง ที่ขบวนการค้ามนุษย์ที่เป็นเครือข่ายใหญ่โตมหึมาที่ไม่มีทางเป็นไปได้ที่นายทหาร ยศพลโทคนเดียวจะแบกรับผิดชอบเรื่องเหล่านี้ได้
แถมยังเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในยุค รัฐบาลคสช.ที่ปฏิวัติล้มรัฐบาลเมื่อปี 2557 และเป็นยุคเฟื่องฟูของขุนทหารทั้งหลาย ที่อ้างมิติของความมั่นคงอย่างเข้มงวดกวดขัน
รวมทั้งข้อมูลว่ามีความพยายามให้ประกันตัวผู้ต้องหา เมื่อไม่ได้ก็สั่งย้ายนายตำรวจที่ทำคดี จนหวาดผวาต้องขอลี้ภัยในต่างแดน
เป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงต่อภาพลักษณ์ของรัฐบาล!!
แต่ที่แย่ไปกว่านั้นก็คือเมื่อมีการชี้แจงจากนายกฯ ประยุทธ์ ที่ยืนยันว่าบ้านเมืองนี้มีขื่อมีแป
ไม่เคยใช้อำนาจนอกระบบทำลายคนอื่น และเดินหน้าคดีค้ามนุษย์อย่างจริงจังมาตลอด
แต่เสียงตอบรับ หรือความเชื่อถือจากสังคมกลับลดน้อยจนน่าใจหาย สะท้อนถึงความไม่เชื่อถือในข้อมูลที่กล่าวอ้าง
ทั้งหมดเกิดขึ้นเพราะอะไร พล.อ.ประยุทธ์เองก็คงจะพอรู้อยู่กระมัง