ถือเป็นความสูญเสียครั้งสำคัญของแวดวงวรรณกรรม และในหมู่นักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย
สำหรับการจากไปของวัฒน์ วรรลยางกูร นักคิดนักเขียน ที่ร่วมยุคสมัย 6 ตุลา 19 ห้วงแห่งความลึกลับดำมืดของประวัติศาสตร์การเมืองไทยยุคหนึ่ง ที่ธงชัย วินิจจะกูล ให้คำนิยามไว้ว่า ‘ลืมไม่ได้จำไม่ลง’
โดยวัฒน์ได้สิ้นลมด้วยอาการป่วย ขณะพำนักอยู่ที่ประเทศฝรั่งเศส
แน่นอนว่าการ ‘เกิด แก่ เจ็บ ตาย’ ล้วนเป็นสัจธรรมที่ต้องเกิดขึ้น ไม่ว่าจะผู้ลากมากดี หรือคนที่ยากจนข้นแค้นที่สุด ก็ต้องมีช่วงเวลาดังกล่าว
แต่ที่น่าเสียดายมากที่สุด ก็คือการจากไปของวัฒน์นั้น เป็นการเสียชีวิตในสถานะผู้ลี้ภัยทางการเมือง โดยไม่ได้มีโอกาสกลับมายังแผ่นดินเกิดเป็นครั้งสุดท้าย
เป็นการลี้ภัยทางการเมือง ที่เกิดขึ้นหลังการรัฐประหาร 2557 และคำสั่งเรียกรายงานตัวของคสช.
แน่นอนว่าแม้ยังไม่มีคดี ยังไม่มีการแจ้งข้อกล่าวหา
แต่สถานการณ์ในขณะนั้นเป็นที่ชัดแล้วว่าวาทกรรม ‘ไม่ผิดแล้วจะกลัวอะไร’ อย่างที่ใช้กัน ล้วนเป็นคำลวง
เพราะเหตุการณ์ที่ผ่านมาพิสูจน์แล้วว่า บางครั้งไม่ผิดก็มีโทษ และบางครั้งโทษก็ถึงตาย!!
และแม้จะลี้ภัยหลบหนีออกจากประเทศ ก็ยังเกิดเหตุการณ์สยดสยองการถูกอุ้มหายหลายต่อหลายครั้ง
ไม่ว่าจะเป็นดีเจซุนโฮ โกตี๋ สยาม ธีรวุฒิ ที่สาบสูญไร้ร่องรอย
รวมทั้งนายไกรเดช ลือเลิศ หรือสหายกาสะลอง และนายชัชชาญ บุปผาวัลย์ หรือสหายภูชนะ ที่พบกลายเป็นศพลอยน้ำในแม่น้ำโขง ถูกผ่าท้องยัดท่อนคอนกรีต
ขณะที่นายสุรชัย แซ่ด่าน ที่หายตัวไปพร้อมกันแต่ยังไม่พบร่าง ซึ่งคาดว่าจะถูกฆาตกรรมด้วยความโหดเหี้ยมเช่นกัน
หรือจะเป็นกรณีของวันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ หรือต้าร์ ที่ถูกอุ้มหายไปร่วม 2 ปี ซึ่งยังไม่มีคำตอบใดๆ ทั้งจากรัฐบาลกัมพูชา และรัฐบาลไทย
จนเกิดความคลางแคลงใจและกังขากับท่าทีของรัฐบาลว่าเหตุใดจึงเมินเฉย ไม่เอาจริงเอาจังกับเรื่องดังกล่าวเลย
กรณีของวัฒน์ จึงเป็นการจุดกระแสให้ทวงถามเกี่ยวกับท่าทีรัฐบาลไทยที่มีต่อผู้ลี้ภัยอีกครั้ง
ให้เกิดความกระจ่างว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับชีวิตของประชาชนขนาดไหน
ท่าทีที่แสดงออกจะเป็นสิ่งพิสูจน์!??
รุก กลางกระดาน