กลายเป็นเรื่องราวที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ในแง่มุมต่างๆ สำหรับการปลดล็อกกัญชา ที่มีผลไปเมื่อวันที่ 9 มิ.ย.ที่ผ่านมา
ซึ่งส่งผลให้กัญชาพ้นออกจากบัญชีรายชื่อยาเสพติด สามารถปลูก มีไว้ในครอบครอง เสพได้ โดยไม่ผิดกฎหมาย
คดีความเก่าๆ ที่เคยมี ก็ถือว่าสิ้นสุดลง ใครเป็นนักโทษต้องปล่อยตัว ใครถูกยึดทรัพย์ ยึดเป็นของกลาง หน่วยงานรัฐต้องคืนให้โดยไม่มีข้อแม้
กลายเป็นเรื่องที่สังคมเกิดความเป็นห่วงว่ากรณีดังกล่าวจะทำให้การเข้าถึงกัญชาของประชาชน โดยเฉพาะเด็กและเยาวชน เป็นไปได้สะดวกและง่ายดายเกินไปหรือไม่
แน่นอนว่ารัฐบาลโดยทั้งนายกฯ และรัฐมนตรี ก็ให้หลักการไปแล้วว่าการปลดล็อกกัญชานั้นเพื่อทางการแพทย์และเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจเท่านั้น
ไม่ใช่การปลดล็อกกัญชาเพื่อสันทนาการ เพื่อให้สูบหรือเสพได้อย่างเสรี
แต่ข้อเท็จจริงแล้วยังไม่มีกฎหมายใดๆ เข้ามาควบคุมกำกับดูแล ร่างกฎหมายที่จะออกมาควบคุมดูแลก็เพิ่งผ่านการพิจารณาของสภาผู้แทนฯ ในวาระแรก
ยังมีอีกหลายขั้นตอนกว่าจะประกาศใช้ แล้วในช่วงเวลาดังกล่าวสังคมจะเปลี่ยนผ่านไปในทิศทางใด
เพราะต้องเข้าใจว่าแม้กัญชาจะเป็นพืชสมุนไพร แต่ก็ไม่ใช่เหมือนต้นกะเพราหลังบ้าน ที่ไปเด็ดมาทำอาหารบริโภค โดยเฉพาะเด็กและเยาวชน
ไม่เพียงแค่นั้นยังมีปัญหาเรื่องของกลุ่มคนเปราะบาง คนที่มีอาการแพ้ง่าย จะทำอย่างไรเพื่อไม่ให้กลายเป็นความเสี่ยง
จึงเป็นเรื่องที่ถูกตั้งคำถามว่าเหตุใดจึงไม่มีการเตรียมการรองรับสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้น
ทั้งในเรื่องกฎหมาย หน่วยงานควบคุมกำกับดูแล การตรวจสอบผลิตภัณฑ์กัญชาประเภทอาหาร ที่ระบุว่าค่า THC ต้องไม่เกิน 0.2 % ใครจะดูแล
เพราะต้องยืนยันในหลักการทุกชีวิตมีคุณค่า มีความหมาย ความเสี่ยงอันตรายถึงชีวิต จึงเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้อย่างเด็ดขาด
แน่นอนว่าทั้งหมดคงไม่ใช่เจตนาร้ายที่จะปล่อยผีกัญชา ให้เด็กและเยาวชนหลงมัวเมา แต่คงเป็นแค่การขาดวิสัยทัศน์ ขาดการมองปัญหารอบด้านและการวางแผนรับมือ
เพียงแต่ต้องเร่งรีบดำเนินการ ก่อนที่ความสูญเสียจะตามมา ไม่เช่นนั้นโอกาสที่เปิดกว้างจากพืชกัญชา ก็อาจจะถูกปิดลง
เพียงเพราะการบริหารที่ไม่ได้เรื่อง!??
รุก กลางกระดาน