ไม่น่าเชื่อจริงๆ ว่าการเข้ามาสู่การเมืองของนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ในตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม. เพียงคนเดียวจะก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงได้ถึงขั้นนี้
และไม่ใช่เพียงแค่ในกทม. และส่งผลกระทบต่อภาพรวมของรัฐบาลอย่างปฏิเสธไม่ได้
ไม่ว่าจะเป็นการลงพื้นที่ถี่ยิบของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และรมว.กลาโหม ที่ถูกนำไปเปรียบเทียบกับนายชัชชาติ ในฐานะผู้นำองค์กร แม้คนหนึ่งจะเป็นนายกฯ ของประเทศ ส่วนอีกคนหนึ่งเป็นแค่ผู้บริหารท้องถิ่น
รวมทั้งความพยายามสื่อสารต่อสังคมของพล.อ.ประยุทธ์ ว่าทำงานหนัก ไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ซึ่งก็ไปพ้องกับสโลแกนของนายชัชชาติ ที่ว่า ‘ทำงาน ทำงาน ทำงาน’
แต่ยังไงเสียก็เป็นเรื่องที่ดี เพราะการแข่งกันทำงานเพื่อประชาชน ก็น่าจะมีประโยชน์ไม่มากก็น้อย
แม้จะต้องระวัง ไม่ให้เข้าตำราโบราณว่าที่ขยันแต่โง่ จะสร้างความเสียหายได้มากกว่าเดิม
อย่างไรก็ตามเรื่องที่เห็นได้ชัดเจนถึงความเปลี่ยนแปลง นั่นก็คือเรื่องของกัญชาเสรี ที่สังคมเป็นห่วงว่าจะกลายเป็นการปล่อยผี หลังปลดล็อกให้พ้นบัญชียาเสพติด ส่งผลให้คนเข้าถึงได้ง่าย จนน่าเป็นห่วงโดยเฉพาะเด็กและเยาวชน
ท่ามกลางความงุนงงสับสน ไม่มีแอ๊กชั่นใดๆ จากรัฐบาล
นายชัชชาติที่เพิ่งเดินทางกลับจากต่างประเทศแล้วร่วมประชุมกับผู้บริหารกทม.ก็เป็นห่วง พร้อมประกาศอย่างน้อยโรงเรียนในสังกัดกทม.ต้องเป็นโรงเรียนปลอดกัญชา พร้อมออกประกาศอย่างรวดเร็ว ครอบคลุมถึงผลิตภัณฑ์อาหารต่างๆ ที่วางขายด้วย
สะท้อนให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ผู้บริหาร ที่เห็นปัญหาและลงมือแก้ทันที!!!
เพียงแค่นี้กระทรวงสาธารณสุขก็ออกประกาศตามหลัง ให้กัญชาเป็นสมุนไพรควบคุม ซึ่งก็ถือเป็นกลไกดูแลได้ในระดับหนึ่งก่อนที่กฎหมายจะผ่านสภา
กระทรวงศึกษาฯ ก็ออกประกาศให้โรงเรียนทั่วประเทศต้องปลอดกัญชาตามแนวทางของกทม.
เห็นได้ชัดว่าหากไม่นิ่งดูดาย แล้วขยับทำอะไรสักอย่าง ปัญหาก็สามารถคลี่คลายได้
แต่ที่ผ่านมาอาจไม่มีตัวอย่างให้ดู ทำให้แต่ละคนเฉื่อยชา เช้าชามเย็นชามไปหน่อย
และหากผู้นำรัฐบาลเอาเป็นตัวอย่างไม่ได้ ก็ลองศึกษาแนวคิดของชัชชาติ หรือเชิญไปบรรยายให้ความรู้กับองค์กร
ก็คงเป็นประโยชน์ให้ตัวเอง และส่วนรวมไม่น้อยทีเดียว
รุก กลางกระดาน