เพียงแค่พรรคร่วมฝ่ายค้านยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีรายบุคคล จำนวนทั้งสิ้น 11 คน ต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร ยังไม่ทันรู้กำหนดวันอภิปรายเสียด้วยซ้ำ
ก็สร้างความกระวนกระวายใจให้รัฐมนตรีบางคนในพรรคแกนหลักรัฐบาล
ถึงกับร้องเรียนกล่าวหาญัตติของฝ่ายค้านเป็น “ญัตติเถื่อน” เนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงเพิ่มเติมจำนวนรัฐมนตรีผู้ถูกอภิปรายจาก 10 เป็น 11 คนในนาทีสุดท้าย แล้วสลับสับเปลี่ยนญัตติก่อนยื่นต่อประธานสภาฯ เมื่อวันที่ 15 มิ.ย.
“ผมไม่ได้ซีเรียสในเรื่องถูกอภิปราย ไม่กลัว เพราะสามารถตอบได้ทุกครั้งถ้าเป็นเรื่องของงาน แต่ไม่ชอบการ กระทำที่ทำให้สภาเกิดความเสื่อมเสีย” รัฐมนตรีคนดังกล่าวระบุ
ประธานสภายืนยันการเพิ่มชื่อรัฐมนตรีในญัตติอภิปรายฯ เป็นสิทธิ์ของพรรคฝ่ายค้านสามารถทำได้ ส่วนเรื่องที่ว่ามีการสลับเปลี่ยนญัตติที่ยื่นมานั้นไม่เคยได้ยิน
ครบ 7 วันหลังการยื่นญัตติ ประธานสภา ได้ส่งหนังสือขอให้ 7 พรรคฝ่ายค้านลงนามยืนยันความถูกต้องของญัตติที่เสนอมาอีกครั้ง ก่อนส่งกลับให้ประธานสภา ในวันเดียวกัน
ประเด็นญัตติเถื่อน-ไม่เถื่อน จึงเป็นอันจบไป
ถึงกระนั้นก็ตามสังคมก็ยังค้างคาใจ เหตุใดรัฐมนตรีคนดังกล่าวถึงได้แสดงความไม่พอใจที่ตนเองมีชื่อถูกอภิปรายตรวจสอบมากจนผิดปกติ ถึงขั้นข่มขู่พรรคก้าวไกล “ระวังจะหนาว ระวังช็อก”
ที่คาดเดากันก็คือเป็นเพราะการอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้ายของสภาชุดนี้ มีผลเกี่ยวโยงไปถึงการเลือกตั้งใหญ่
หากถูกซักฟอกแล้วชี้แจงไม่ดี ก็จะกระทบถึงความนิยมส่วนตัวและรัฐบาลได้
หรือหากมองไปถึงเสถียรภาพภายในรัฐบาลที่ง่อนแง่น สมทบกับผู้มีอิทธิพลนอกฝ่ายค้าน ทำให้ไม่มั่นใจว่าตัวเองจะรอดจากการอภิปรายรอบนี้หรือไม่ และการจะกลับมาในครั้งต่อไปก็เป็นเรื่องไม่ง่าย
หรือไม่ก็เป็นการทำหน้าที่ “นั่งร้าน” ครั้งสุดท้าย ใช้ตัวเองเป็นเหยื่อล่อเบี่ยงเบนความสนใจการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ให้ออกห่างจากยุทธการเด็ด “หัว” ของฝ่ายค้าน ก็มีความเป็นไปได้
แต่จะสำเร็จหรือไม่ อีกไม่นานคงได้รู้กัน
มันฯ มือเสือ