น่าสนใจอย่างยิ่งสำหรับท่าทีของพรรคประชาธิปัตย์ ที่สะท้อนออกมาต่อพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในเรื่องการปรับคณะรัฐมนตรี

ที่สะท้อนถึงความอึดอัดใจอย่างชัดเจน หลังจากที่รายชื่อปรับครม.ในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ ในตำแหน่งรมช.มหาดไทย แทนนายนิพนธ์ บุญญามณี ที่ส่งไปแล้วร่วมเดือน กลับยังไม่มีความคืบหน้า

ขณะที่อายุของรัฐบาลก็นับถอยหลัง ต่อให้ไม่ยุบสภา ดันกันไปครบวาระ ก็ได้แค่มี.ค.2566 หรืออีกประมาณ 4 เดือนเท่านั้น

ยังไม่นับโอกาสที่จะยุบสภาก่อนครบวาระ ซึ่งอาจเกิดเมื่อใดก็ได้ เพราะเป็นอำนาจเด็ดขาดของนายกรัฐมนตรี

เท่ากับว่าความล่าช้าของการเข้าดำรงตำแหน่ง ย่อมทำให้เสียประโยชน์

กลายเป็นคำถามว่าเหตุใดจึงล่าช้า และความล่าช้านี้ส่งผลดีหรือเสียกับใคร

เพราะหากย้อนไปก่อนการประชุมเอเปค พล.อ.ประยุทธ์ก็ส่งสัญญาณให้พรรคประชาธิปัตย์รอไปก่อน ซึ่งเข้าใจว่าต้องการให้ผ่านงานสำคัญ

แต่เมื่อผ่านไปแล้วกลับนิ่งเงียบ สะท้อนว่าอาจกลัวแรงกระเพื่อมในพรรคอื่นๆ โดยเฉพาะในส่วนของพลังประชารัฐเอง

ซึ่งต้องไม่ลืมว่าโควตาของพปชร. อีก 2 ตำแหน่งตั้งแต่ ‘ธรรมนัส-นฤมล’ ถูกปรับออกยังว่างอยู่

แถมเป็นช่วงที่กำลังเดินเกมดูดส.ส.-รัฐมนตรี ออกจากพลังประชารัฐ ไปรวมไทยสร้างชาติ ที่คาดว่าจะเป็นบ้านใหม่ของพล.อ.ประยุทธ์

ก็น่าคิดว่าเมื่อรัฐมนตรีในโควตาพปชร. แสดงเจตนาจะย้ายพรรคชัดแจ้งขนาดนี้ ยังเหมาะสมจะอยู่ในตำแหน่งต่อเนื่อง

ซึ่งหากเป็นสังคมที่ให้ความสำคัญเรื่องของหิริโอตตัปปะก็คงไม่กล้า

ถ้าเกิดแรงกดดันในพรรคไล่พ้นรัฐมนตรี เอาโควตามาให้คนที่จะไปต่อกับพลังประชารัฐ

ก็น่าจะสนุกเข้มข้นไปอีกระดับ

อีกอย่างที่มองเห็นได้ชัดเจนจากเรื่องนี้ก็คือ น้ำหนักของประชาธิปัตย์ที่จะเจรจาต่อรอง และเรียกร้องสิ่งต่างๆ ดูจะลดระดับลงอย่างชัดเจน

ทั้งหมดล้วนสะท้อนออกมาให้เห็นจากการยื้อปรับครม.ครั้งนี้

น่าสนใจว่าสุดท้ายแล้วจะมีบทสรุปอย่างไร!!!

รุก กลางกระดาน

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน