เป็นบรรยากาศที่น่าสนใจอย่างยิ่งสำหรับการเลือกตั้ง 2566 ที่แต่ละพรรคการเมืองรณรงค์กันอย่างแข็งขัน
เช่นเดียวกับเสียงตอบรับของประชาชนที่ให้ความสนใจอย่างมาก เพราะจะเป็นตัวกำหนดอนาคตประเทศไทย ว่าในอีก 4 ปีข้างหน้า จะเดินไปในทิศทางใด
ดังจะเห็นได้จากความคึกคักบนเวทีดีเบตของทั้งสื่อ และองค์กรต่างๆ ที่ให้โอกาสแคนดิเดตนายกฯ ตัวแทนพรรคการเมือง ได้นำเสนอนโยบายและแนวทางการพัฒนาประเทศ
อย่างไรก็ตามเป็นที่น่าเสียดาย ที่แคนดิเดตนายกฯบางพรรค มีมุมมองในเรื่องดังกล่าวแตกต่างออกไป
ซึ่งที่เห็นประกาศมาชัดเจน ก็คือพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จากพรรครวมไทยสร้างชาติ และพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ จากพรรคพลังประชารัฐ
โดยเฉพาะพล.อ.ประวิตร ถึงกับ ลงสาเหตุการปฏิเสธการดีเบต ให้เหตุผลว่า “คำพูดเป็นเครื่องมือสื่อสาร ที่สะท้อนความเป็นจริงของความรู้ความสามารถได้น้อยที่สุด เพราะคนพูดเก่งสามารถพูดในสิ่งที่ตัวเองไม่ได้เป็น แม้กระทั่งไม่เคยคิดได้ง่ายๆ”
กลายเป็นประเด็นที่ต้องถกเถียงว่าเป็นเช่นนั้นจริงหรือไม่!??
เพราะอย่างที่ทราบว่าการดีเบต หรือการจัดเวทีแสดงวิสัยทัศน์ ของบรรดานักการเมือง ไม่ใช่การแสดงโชว์ โต้วาที หรือเอานักการเมืองมาด่ากันเอาสะใจ เรียกเรตติ้งเท่านั้น
แต่เป็นการสื่อสารกับประชาชนโดยตรงให้ได้เข้าใจรับรู้ถึงแนวนโยบาย ตลอดจนสัญญาประชาคมที่นักการเมือง จะต้องแสดงความรับผิดชอบ และถูก ตรวจสอบได้
ไม่ใช่แค่การพูดไปโดยไม่รับผิดชอบ ผลิตนโยบายที่ทำไม่ได้ หรือแย่ยิ่งกว่านั้นคือไม่คิดจะทำ
การพูดต่อที่สาธารณะจึงเหมือนเป็นหลักฐานที่ชัดเจน ที่ประชาชน จะเข้าถึงข้อมูล และได้ใช้วิเคราะห์ว่าแต่ละคนมีความน่าเชื่อถือ มีความจริงใจมากน้อยเพียงใด
ดังนั้นการสื่อสารต่อประชาชนจึงเป็นเรื่องสำคัญ ซึ่งไม่จำเป็นต้องผลิตวาทกรรมออกมาโจมตีกันและกัน แต่เพื่อแสดงความจริงใจในการเข้ามาทำงานทางการเมือง
ให้ประชาชนได้รับรู้
จึงเป็นเรื่องที่ควรทบทวนจุดยืน เข้าใจถึงกระบวนการประชาธิปไตย
เพื่อประโยชน์ของแต่ละพรรค การเมืองเองและประชาชนทั้งหมด
รุก กลางกระดาน