โค้งสุดท้ายก่อนเลือกตั้ง 14 พ.ค. พรรคการเมืองทุกขั้วค่ายขับเคี่ยวกันมันหยด
แม้ผลโพลหลายสำนักจะบ่งชี้ พรรคก้าวไกลอยู่ในจังหวะท็อปฟอร์ม ทำคะแนนไล่บี้พรรคเพื่อไทยชนิดหายใจรดต้นคอ
แต่ถึงที่สุดพรรคเพื่อไทยก็ยังถูกยกให้เป็นเต็ง 1 ว่าจะเป็นพรรคที่ได้เก้าอี้ส.ส.มากเป็นอันดับ 1 ในการเลือกตั้ง ส่วนจะแลนด์สไลด์มากน้อยขนาดไหน ต้องติดตามกันต่อไป
เมื่อเร็วๆ นี้ นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี หรือหมอเลี้ยบ ผู้ช่วยหาเสียงพรรคเพื่อไทย เผยจุดยืนของพรรคผ่านรายการทางช่อง 7 กรณีเพื่อไทยได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล
ย้ำว่าทั้งนายเศรษฐา ทวีสิน และน.ส.แพทองธาร ชินวัตร แคนดิเดตนายกฯ ของพรรค ตอบชัดเจนแล้วว่าจะไม่จับมือกับพรรครวมไทยสร้างชาติ และพรรคพลังประชารัฐ
สำหรับพรรคเพื่อไทยหาเสียงชูประเด็นรัฐบาลพรรคเดียวมาตลอด คืออย่างน้อยต้องได้เกิน 310 เสียง เพราะการเป็นรัฐบาลพรรคเดียวจะช่วยให้การทำงานไปได้เร็วขึ้น เช่น นโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรคสมัยรัฐบาลไทยรักไทย จะยากหากเป็นรัฐบาลผสม
กระนั้นก็ตาม แม้พรรคเพื่อไทยมาเป็นอันดับ 1 แต่หากต้องร่วมกับพรรคอื่นตั้งรัฐบาลก็มีหลักเกณฑ์อยู่ 4-5 ข้อ
เรื่องแรกคือ พรรคเพื่อไทยต้องเป็นพรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาล
คนที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีต้องเป็น 3 แคนดิเดตจากพรรคเพื่อไทย
นโยบายของพรรคที่จะมาร่วมรัฐบาลจะต้องยอมรับนโยบายหลักของพรรคเพื่อไทย เช่น กระเป๋าเงินดิจิทัล 1 หมื่นบาท
การแบ่งบทบาทการทำงานใน ครม. กระทรวงสำคัญในการผลักดันนโยบาย กระทรวงคลัง กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นกระทรวงที่พรรคเพื่อไทยปล่อยให้คนอื่นไม่ได้
รวมถึงกระทรวงคมนาคม และกระทรวงสาธารณสุขก็เช่นเดียวกัน ถ้ามีการต่อรองว่าถ้าไม่ได้กระทรวงเหล่านี้ จะไม่ร่วมรัฐบาล ก็ไม่เป็นไร ก็ไม่ต้องจับมือกัน
ข้อสำคัญคือ การทำงานร่วมกันหากทำเป็นทีมเดียวกันก็จะขับเคลื่อนประเทศต่อไปได้
หากทำงานแล้วขัดแย้งกันจะมีปัญหาว่าจะผลักดันเรื่องยากๆ เรื่องท้าทายได้แค่ไหน ดังนั้น ต้องคุยกันให้ชัดเจนก่อนร่วมรัฐบาล หากมีปัญหาการทำงานจะไปไม่ได้
สรุปจากหมอเลี้ยบ อีกทีก็คือ หากพรรคเพื่อไทยแลนด์สไลด์ตั้งรัฐบาลพรรคเดียวได้ ทุกอย่างก็จบ
แต่หากต้องมีพรรคอื่นมาร่วม ก็ต้องทำตาม 5 เงื่อนไขที่พรรคเพื่อไทยวางไว้
ถึงกระนั้นพรรคที่จะจับมือด้วยก็ต้องไม่ใช่พรรคพลังประชารัฐ ไม่ใช่พรรครวมไทยสร้างชาติ
อย่างที่ ‘เศรษฐา-แพทองธาร’ เคยพูดเอาไว้
มันฯ มือเสือ