ภายใต้กติการัฐธรรมนูญปี 60 ในการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี
ข้อเสนอเรียกร้องให้ส.ว.ที่มาจากการแต่งตั้งของฝ่ายอำนาจ เคารพฉันทามติของประชาชน นำพาประเทศออกจากกับดักหลุมดำทางการเมือง
ด้วยการร่วมโหวตสนับสนุนนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกลเป็นนายกรัฐมนตรี ในฐานะแคนดิเดตของพรรคที่ได้เสียงมากเป็นอันดับ 1 ในการเลือกตั้ง 14 พฤษภาคม
ส่อแววว่าจะไม่บรรลุผลสำเร็จ
ตามที่เป็นข่าวในช่วง 2-3 วันที่ผ่านมา พบว่า ส.ว.ที่แสดงจุดยืนตอบสนองข้อเรียกร้องดังกล่าวมีน้อยมาก เมื่อเทียบกับส.ว.ที่ไม่ตอบสนอง ซึ่งเป็นกลุ่มใหญ่กว่า
ดังนั้น เพื่อไม่ให้การเมืองถูกบีบเข้าสู่ทางตัน กระแสเรียกร้องการโหวตนายกฯ จึงเปลี่ยนทิศทาง
จาก 250 ส.ว. หันเหไปยังพรรคการเมืองร่วมรัฐบาลเดิมคือ ภูมิใจไทย ประชาธิปัตย์ ชาติไทยพัฒนา ซึ่งมีเสียงรวมกัน 70+25+10 เท่ากับ 105 เสียง
หากนำไปบวกกับ 310 เสียงของพรรคฝ่ายค้านเดิมที่ชนะเลือกตั้ง นำโดยก้าวไกล-เพื่อไทย และ 4 พรรคขนาดย่อม
415 เสียงปิดสวิตช์ ส.ว.ได้สบาย
มีการทวงถามทั้งจากเศรษฐา ทวีสิน “แคนดิเดต” เพื่อไทย และ วิโรจน์ ลักขณาอดิศร “ตัวตึง” ก้าวไกล ถึงท่าทีของพรรครัฐบาลต่างๆ เหล่านี้
ซึ่งที่ผ่านมาก็เคยแสดงจุดยืนไม่สนับสนุนรัฐธรรมนูญปี 60 ที่ให้อำนาจส.ว.โหวตเลือกนายกฯ
รวมถึงการทวีตถามดังๆ จากศิธา ทิวารี “แด๊ดดี้” ไทยสร้างไทย ที่อยากเห็นการเมืองในอุดมคติ
เฝ้ารอดูว่า ประชาธิปัตย์ ภูมิใจไทย และชาติไทยพัฒนา ใครจะเป็น “สุภาพบุรุษประชาธิปไตย” ก่อนกัน
ด้วยการประกาศปิดสวิตช์ ส.ว. ร่วมโหวตให้พรรคที่รวมกันได้เกิน 300 เสียง มีเสียงครบ 376 ตามรัฐธรรมนูญ สามารถจัดตั้งรัฐบาลให้ประเทศไทยเดินหน้าได้
โดยไม่เอาการเข้าร่วมรัฐบาลมาเป็นเครื่องมือต่อรอง
“พรรคใดประกาศก่อน จะได้ใจประชาชน และสามารถกลับมายืนบนถนนการเมืองอย่างสง่าผ่าเผยได้อีกครั้ง” แด๊ดดี้ศิธาระบุ
นอกเหนือจาก 3 พรรครัฐบาลดังกล่าว บางคนยังเสนอต่อยอด ข้อเรียกร้องนี้น่าจะเปิดกว้างไปยังพรรคพลังประชารัฐ ที่เดินช้า แต่คิดไว และไม่เกี่ยวข้องกับการรัฐประหารปี 57 ด้วยหรือไม่
เพราะการโหวตนายกฯ ตามเจตนารมณ์ของประชาชนเสียงส่วนใหญ่ที่แสดงออกผ่านการเลือกตั้งตามวิถีทางประชาธิปไตย
จะเป็นการพิสูจน์คำว่า “ก้าวข้ามความขัดแย้ง” คือจุดยืนแก่นแท้ของพรรคพลังประชารัฐจริงๆ
หรือเป็นแค่สโลแกนหาเสียงชั่วครั้งชั่วคราว เลือกตั้งจบแล้วก็แล้วกันไป
มันฯ มือเสือ