รัฐบาลผสม 8 พรรค 313 เสียง เริ่มต้นนับหนึ่ง
หลังหัวหน้าพรรคทั้ง 8 นำโดย พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจ หรือเอ็มโอยู จัดตั้งรัฐบาล
ภายใต้หลัก “แสวงจุดร่วม สงวนจุดต่าง”
เนื่องจากรัฐบาลที่มีก้าวไกลเป็นแกนนำไม่ได้เป็นรัฐบาลพรรคเดียว แต่ประกอบไปด้วยหลายพรรค แต่ละพรรคมีนโยบายของตัวเอง ซึ่งตรงกันบ้างไม่ตรงกันบ้างเป็นเรื่องปกติ
ระหว่างจัดทำร่างเอ็มโอยู มีข่าวออกมาเป็นระยะ ว่าบางพรรคไม่สบายใจกับนโยบายบางเรื่องของก้าวไกล หลักๆ เช่น นโยบายเกี่ยวกับกฎหมายมาตรา 112 รวมถึงการผลักดันกฎหมายนิรโทษกรรม
แต่สุดท้ายก็เคลียร์กันได้ด้วยการ “ถอยคนละก้าว”
ตามที่สาธารณชนได้เห็นพร้อมกันแล้วว่า ในเอ็มโอยู 23 ข้อ 5 แนวทางปฏิบัติ ไม่มีเรื่องมาตรา 112 และกฎหมายนิรโทษกรรม
แล้วทั้งสองเรื่องร้อนนี้วางอยู่ตรงไหน?
พรรคก้าวไกลอธิบายว่า รัฐบาลผสมที่นำโดยพรรคก้าวไกลจะผลักดันวาระที่แบ่งเป็น 2 ส่วน คือ วาระ “ร่วม” กับวาระ “เฉพาะ”
วาระร่วม ระบุไว้ในเอ็มโอยู คือวาระและนโยบายที่ทุกพรรคเห็นตรงกัน พร้อมผลักดันร่วมกันผ่านกลไกบริหารและนิติบัญญัติ และพร้อมรับผิดชอบร่วมกัน
ส่วนวาระเฉพาะ ไม่ระบุในเอ็มโอยู คือวาระและนโยบายที่แต่ละพรรคขับเคลื่อนเองเพิ่มเติม แต่ต้องไม่ขัดแย้งกับนโยบายในเอ็มโอยู ผ่านกลไกบริหารของกระทรวงที่พรรคมีตัวแทนเป็นรัฐมนตรี กับกลไกนิติบัญญัติของระบบรัฐสภาโดยส.ส.ของพรรค
กล่าวคือทั้งมาตรา 112 และกฎหมายนิรโทษกรรมจะบรรจุไว้ในวาระ “เฉพาะ” ของพรรคก้าวไกล ที่ยืนยันดำเนินการตามนโยบายที่หาเสียงไว้
เมื่อเช่นนี้ทั้งพรรคก้าวไกลและพรรคร่วมจึง “วิน-วิน”
ทีนี้ก็เหลือแต่ด่านสำคัญอย่างสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ที่พรรคก้าวไกลต้องไปเจรจาทำความเข้าใจ
มุ่งเป้าไปที่ส.ว.กลุ่ม “ยังไม่ตัดสินใจ” ว่าจะโหวตเลือกนายกฯ จากพรรคก้าวไกลหรือไม่ เพราะถือเป็นกลุ่มใหญ่สุด
ส่วนกลุ่มที่แสดงจุดยืนชัดเจนไปแล้วว่าจะโหวตตามเสียงประชาชนที่แสดงออกผ่านการลงคะแนนเลือกตั้ง ก็หวังว่าจะไม่มีอะไรมาทำให้เปลี่ยนใจภายหลัง
สำหรับส.ว.ที่เป็นเสมือน “บัวใต้น้ำ” ก็ปล่อยให้เป็นอาหารเต่าและปลาไป ไม่ต้องไปเกลี้ยกล่อมให้เสียเวลา
พวกนี้รับ “ธง” มาแล้ว หัวเด็ดตีนขาดไม่เอาพิธา ไม่เอาก้าวไกลแน่นอน
ไม่ว่าจะมีเรื่อง 112 ในเอ็มโอยู หรือไม่มีก็ตาม
มันฯ มือเสือ