แม้ประเด็นเกี่ยวกับกฎหมายอาญา มาตรา 112 จะไม่บรรจุไว้ในบันทึกความเข้าใจ หรือเอ็มโอยู ของ 8 พรรคร่วมตั้งรัฐบาล นำโดยพรรคก้าวไกล
แต่กลุ่มส.ว.สายอนุรักษนิยมก็ยังไม่วางใจ เพราะถึงไม่อยู่ในเอ็มโอยู แต่ก็ถูกกำหนดเป็น “วาระเฉพาะ” ของพรรคก้าวไกล ที่จะนำไปขับเคลื่อนในอนาคต โดยไม่เกี่ยวกับพรรคร่วมรัฐบาล
ปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา สมาคมทนายความแห่งประเทศไทยออกแถลงการณ์เกี่ยวกับข้อถกเถียง ซึ่งมีทั้งฝ่ายที่เห็นว่า ควรยกเลิก ควรแก้ไข และไม่ควรแตะต้องมาตรา 112 เลยนั้น
สรุปใจความได้ว่า ไทยจำเป็นต้องมีกฎหมายเพื่อปกป้อง 3 สถาบันหลักของประเทศ ได้แก่ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ซึ่งประมวลกฎหมายอาญาได้มีบัญญัติเพื่อการปกป้อง ดังนี้
การปกป้องสถาบันชาติ ได้แก่ ความผิดต่อความมั่นคงของรัฐตามมาตรา 116 มีโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี การปกป้องสถาบันศาสนา ได้แก่ ความผิดต่อศาสนาตามมาตรา 206 มีโทษจำคุก 1-7 ปี
และการปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ ได้แก่ ความผิดตามมาตรา 112 มีโทษจำคุก 3-15 ปี
ดังนั้น การเสนอให้ยกเลิกมาตรา 112 นั้น เป็นข้อเสนอที่ไม่มีเหตุผลรองรับ เพราะประเทศมีกฎหมายปกป้องสถาบันชาติ ศาสนา แล้วเหตุใดจึงจะยกเลิกการปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์
ส่วนที่เสนอให้แก้เป็นความผิดที่ยอมความได้ และมีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปีนั้น
มาตรา 112 เป็นกฎหมายที่มีหลักการเดียวกับมาตรา 116 และ 206 จึงต้องเป็นความผิดต่อรัฐที่ยอมความไม่ได้ และมีอัตราโทษเช่นเดียวกัน
ส่วนที่บางฝ่ายเห็นว่า ควรแก้ไขอัตราโทษให้สอดคล้องกับมาตรา 116 และ 206
ก็เป็นเรื่องที่รัฐสภาจะต้องพิจารณาตามความเหมาะสม
ในแถลงการณ์ยังชี้ด้วยว่า ปัญหาแท้จริงของมาตรา 112 คือ การบังคับใช้กฎหมาย
เนื่องจากประชาชนทั่วไปสามารถแจ้งความร้องทุกข์ได้ จึงเกิดการกลั่นแกล้งโดยใช้มาตรา 112 เป็นเครื่องมือทำร้ายอีกฝ่าย
ส่วนที่เสนอให้สำนักพระราชวังเป็นผู้เสียหาย ยิ่งไม่บังควร เพราะจะเป็นการดึงเอาสถาบันมาเป็นคู่กรณีกับประชาชน
สำหรับการแก้ไขปัญหาดังกล่าว ควรมีการตั้งคณะทำงานเพื่อพิจารณากลั่นกรอง ว่าการกระทำใดเป็นความผิดต่อมาตรา 112 หรือไม่ เพื่อให้ตำรวจและอัยการถือปฏิบัติ
ไม่ให้เกิดกรณีฟ้องไว้ก่อนเพื่อเอาตัวรอด
ส่วนศาลก็ต้องให้ความเป็นธรรมกับคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราวให้เป็นเช่นเดียวกับความผิดฐานอื่น
หาไม่แล้วจะทำให้ประชาชนเข้าใจผิดต่อสถาบัน เพราะความขลาดกลัวและการใช้ดุลพินิจที่เลือกปฏิบัติ
มันฯ มือเสือ