ยังคงเป็นประเด็นร้อนที่ถูกจับตาว่าจะมีบทสรุปอย่างไร สำหรับการโหวตเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่จะทำหน้าที่ประธานรัฐสภาอีกตำแหน่งหนึ่ง
แม้ก่อนหน้านี้ก็มีคำยืนยันจากคณะเจรจาจากทั้ง 2 พรรค ว่าได้ข้อสรุปว่าพรรคก้าวไกลในฐานะพรรคอันดับ 1 จะได้ตำแหน่งประธานสภา ส่วนเพื่อไทย ที่แม้จะมาเป็นอันดับ 2 แต่คะแนนไม่ต่างกันมาก ก็จะได้รองประธานสภา 2 ตำแหน่ง
แต่สุดท้ายภายในพรรคเพื่อไทยเอง กลับเกิดปฏิกิริยา ไม่ยอมรับผลการเจรจาดังกล่าว และยืนยันว่าเพื่อไทย ต้องได้ประธานสภา เหมือนกับที่ก้าวไกลได้ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
เป็นปมร้อนที่พรรคเพื่อไทยเองนัดหารือภายในอีกครั้งในวันที่ 27 มิ.ย. ก่อนจะนำเรื่องไปหารือกับก้าวไกลในวันที่ 28 มิ.ย.
ซึ่งก็คาดว่าจะได้ข้อยุติด้วยดี ให้สมกับการคาดหวังของประชาชนที่ต้องการให้พรรคฝ่ายค้านเดิมจับมือกันตั้งรัฐบาลจากการเลือกตั้งให้ได้
อย่างไรก็ตามก็เกิดคำถามขึ้นมากมายสำหรับท่าทีภายในของพรรคเพื่อไทย
นั่นก็คือการออกมาทยอยให้ข่าวเรื่องนี้ ตั้งแต่นายอดิศร เพียงเกษ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง หรือกระทั่งล่าสุดคือนายประยุทธ์ ศิริพานิชย์ ที่โด่งดังมากในปี 2556 ในฐานะผู้ยัดไส้เสนอร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรมเหมาเข่ง
ซึ่งเป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ ที่ก่อให้เกิดม็อบกปปส. และการรัฐประหารปี 2557 นำพาประเทศมาถึงจุดนี้
จึงเป็นเรื่องที่น่าสนใจต่อความเคลื่อนไหวดังกล่าวว่าจะเข้มข้นรุนแรง จนถึงขั้นแตกหัก ไม่ว่าจะเป็นการฟรีโหวตในการเลือกประธานสภา
ซึ่งการเป็นไปได้ที่จะชนะโหวต ก็คือต้องอาศัยเสียงของพรรครัฐบาลเดิม
เท่ากับทำให้ความสัมพันธ์ระหว่าง 8 พรรคร่วมเกิดรอยร้าวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
และหากเป็นจริง อะไรจะเกิดขึ้นตามมา!??
จะเป็นโอกาสของฝ่ายอำนาจเก่าที่จะได้กลับมาเพราะคำเชื้อเชิญเหล่านี้หรือไม่ หรือจะเป็นเกมการเมืองที่พยายามสร้างราคาตัวเองให้สูงเกินจริง
ทุกอย่างคงสามารถเป็นไปได้
และที่แน่ๆ มวลชนที่เป็นฐานของพรรคการเมืองย่อมต้องมีปฏิกิริยา
จากที่เคยคาดหวังแลนด์สไลด์ มาเป็นเกินครึ่ง ก่อนจะปรับยอดเหลือเกิน 200 ล่าสุดมาจบที่ 141
อนาคตข้างหน้าจะเป็นเช่นไร คงต้องติดตาม!!
รุก กลางกระดาน