ไม่ใช่เรื่องแปลกเลยจริงๆ ที่สังคมจะจับจ้องเรื่องเก้าอี้ประธานสภา ไปเชื่อมโยงกับการโหวตนายกรัฐมนตรีคนที่ 30
เพราะที่ผ่านมาก็จะเห็นว่ามีกลไก และเครื่องมือต่างๆ ที่พยายามขับเคลื่อนหวังสกัดกั้นไม่ให้นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล เข้าสู่ตำแหน่งนายกฯ ให้จงได้ แม้จะได้รับเลือกมาเป็นอันดับ 1 ก็ตาม
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการร้องเกี่ยวกับคุณสมบัติ คดีความต่างๆ หรือท่าทีของส.ว.ที่ดูเกินกว่ามาตรการปกติ ผิดแผกจากตอนที่เสนอชื่อพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกฯ เมื่อปี 2562
จึงไม่แปลกที่ประเด็นเรื่องประธานสภา จะถูกนำมาเป็นข้ออ้างเชื่อมโยง ให้ส.ว.ได้มีเหตุผล จะไม่โหวตให้นายพิธา ด้วยข้ออ้างว่ายังมีความขัดแย้งกันเองระหว่างพรรคร่วม
ทั้งๆ ที่ความเป็นจริงแล้วเป็นคนละเรื่อง คนละราวกันเลย ตำแหน่งประธานสภา เป็นเรื่องของสมาชิกสภาผู้แทนฯ
หรือคนที่ผ่านการเลือกตั้งจากประชาชน จะตกลงกันว่าใครจะเป็นประมุขฝ่ายนิติบัญญัติ
ไม่ได้เกี่ยวข้องกับวุฒิสมาชิก ที่ผ่านการลากตั้ง หรือการแต่งตั้งโดยกลุ่มคนไม่กี่คนดังที่เกิดขึ้นกับส.ว.เมืองไทย
ดังนั้นไม่ว่าประธานสภาจะเป็นใคร ก็ไม่ใช่ข้ออ้างที่จะไม่โหวตเลือกแคนดิเดตที่มาจากพรรคอันดับ 1
ความพยายามที่จะหาเหตุผลใดๆ มาอ้าง ก็ล้วนฟังไม่ขึ้น ยิ่งส.ว.คนไหนถึงขั้นบอกว่าไม่จำเป็นต้องฟังเสียงประชาชนยิ่งไปกันใหญ่
เพราะหากเป็นเช่นนั้นก็ไม่รู้จะอ้างตัวว่าเป็นผู้แทนปวงชนทำไม
แล้วที่มีกินมีใช้ มีห้องหับทำงาน เงินเดือน เบี้ยประชุม ตลอดจนเงินจ่ายผู้ติดตาม ก็มาจากประชาชนที่กัดฟันจ่ายภาษีให้รัฐทั้งสิ้น
การไม่เห็นประชาชนอยู่ในสายตาเช่นนี้ ย่อมสะท้อนให้เห็นถึงความไร้จิตสำนึก ไร้ความสำนึกในบุญคุณที่ได้รับ
หากละเลยหรือไม่ใส่ใจ อาจนำมาซึ่งการต่อต้านและตอบโต้ที่สมน้ำสมเนื้อจากประชาชน
แล้วถ้าถึงวันนั้นจะมาเสียใจภายหลัง ก็ไม่รู้ว่าจะสายเกินไปหรือไม่!!
รุก กลางกระดาน