นักวิเคราะห์คาดการณ์ล่วงหน้า เส้นทางสู่เก้าอี้นายกฯ คนที่ 30 ของนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล น่าจะสิ้นสุดลงในการโหวตรอบสอง จากนั้นการเมืองจะเดินต่อสูตรไหนต้องเกาะติดความเคลื่อนไหวรายชั่วโมง
กระแสข่าวก่อนหน้าคือการเสนอชื่อแคนดิเดตจากฝั่งพรรคร่วมรัฐบาลเดิม 188 เสียง โดยแก้ปัญหาแบบ “กล้วยๆ” คือซื้อส.ส.จากพรรคที่อยู่อีกฝ่ายมาเพิ่มให้ได้ 251 เสียง
แต่ดูเหมือนการจัดตั้งรัฐบาลด้วยวิธีนี้นอกจากจะยากเพราะต้นทุนสูง ยังเป็นเรื่องน่ารังเกียจและไม่มีใครยอมรับได้ แผนนี้ก็เลยต้องพับเก็บใส่ลิ้นชักไป
ทดแทนด้วยกระแสมาแรง ว่าเป็นทางออกของประเทศไทยที่จำเป็นต้องมีรัฐบาลใหม่โดยเร็ว เพื่อเข้ามาแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจปากท้องของประชาชน ไม่ให้ “รัฐบาลลุง” อยู่รักษาการนานเกินไป
คือการสลับให้พรรคอันดับ 2 อย่างเพื่อไทย ขึ้นมาเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล ให้เสร็จสิ้นไม่เกินกรอบเวลาเดือนส.ค. ไม่เช่นนั้นเศรษฐกิจจะเสียหายหนัก ประชาชนจะเดือดร้อนมาก
ขั้นตอนการสลับพรรคแกนหลักจัดตั้งรัฐบาลจะเริ่มต้นหลังผ่านวันที่ 19 ก.ค. เมื่อแน่นอนแล้วว่าเส้นทางของนายพิธาที่พยายามฝ่ากับดักดงระเบิดมาตลอด 2 เดือนได้สิ้นสุดลง
ประธานรัฐสภาจะต้องนัดประชุมร่วมส.ส.และส.ว.เพื่อโหวตนายกฯ ใหม่ครั้งที่ 3 ถ้าจะให้เร็ว วันพุธหน้า 26 ก.ค.น่าจะเหมาะสม
สำหรับแคนดิเดตนายกฯ ที่จะมาแทน “พิธา” แน่นอนว่าสิทธิความชอบธรรมจะตกอยู่กับพรรคเพื่อไทย ในฐานะพรรคเสียงมากอันดับ 2 ของสภาผู้แทนราษฎร
“อุ๊งอิ๊ง” แพทองธาร ชินวัตร 1 ใน 3 แคนดิเดตนายกฯ พรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ทำนองว่าหากสถานการณ์การเมืองพลิกผันไปสู่จุดนั้นจริง
ผู้ที่พรรคจะเสนอให้ที่ประชุมร่วมรัฐสภาโหวตเป็นนายกฯ คือ “เศรษฐา ทวีสิน”
ซึ่งสอดรับกับกระแสข่าวที่มีมาตั้งแต่ก่อนเลือกตั้งว่าในจำนวน 3 แคนดิเดตนายกฯ พรรคเพื่อไทย “ตัวจริง” คือเศรษฐามาตั้งแต่แรก ไม่ใช่อุ๊งอิ๊ง และยิ่งไม่ใช่นายชัยเกษม นิติสิริ
ส่วนเมื่อโหวตได้นายกฯ แล้ว ขั้นตอนต่อไปการเมืองก็จะเข้าสู่โหมดการจัดตั้งรัฐบาลตามที่หลายคนสงสัย สูตรจัดตั้งรัฐบาลนำโดยพรรคเพื่อไทยจะยังมีพรรคก้าวไกลอยู่ในสมการ หรือต้องไปเป็นแกนนำฝ่ายค้าน
คำตอบต้องอดใจรอ ไม่เกินเดือนหน้าทุกอย่างจะชัดเจนว่า การเมืองจะนำพาประเทศไปทางไหน
มันฯ มือเสือ