คาดเดาไม่ถูกเลยจริงๆ สำหรับสถานการณ์การเมืองไทยในช่วงนี้
ที่แม้จะผ่านการเลือกตั้งมาแล้วเกือบ 3 เดือนก็ยังไม่รู้ว่าจะมีผลสรุปอย่างไร ใครจะเป็นรัฐบาล ใครจะเป็นนายกฯ ก็ยังไม่เห็นหน้าค่าตา
แถมสถานการณ์ก็เปลี่ยนไปแทบจะทุกนาที ตั้งแต่ก้าวไกลประกาศให้เพื่อไทยมาเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล
ไม่ว่าจะเป็นการนัดพรรคขั้วรัฐบาลเดิมมาปาร์ตี้มินต์ช็อกกันอย่างดูดดื่ม ท่ามกลางข่าวฉีกเอ็มโอยู 8 พรรค
จนสังคมจับจ้องไปที่วาระประชุม 8 พรรคร่วม ในวันที่ 25 ก.ค.ที่ผ่านมาว่าจะดุเดือดกันถึงขั้นไหน
แต่ทุกอย่างก็พลันเงียบลง เหมือนถูกปิดสวิตช์ เช่นเดียวกับการนัดโหวตเลือกนายกฯ ที่กำหนดไว้วันที่ 27 ก.ค. ก็ถูกเลื่อนเช่นกัน
ตามมาด้วยการประกาศกลับไทย ของอดีตนายกฯ ทักษิณ ว่าจะมาลงที่สนามบินดอนเมืองในวันที่ 10 ส.ค.
ขณะที่ตอนนี้อยู่ฮ่องกง คลาคล่ำไปด้วยกลุ่มอำนาจทางการเมือง ทั้งอำนาจเก่า อำนาจใหม่ นายทุนใหญ่ ที่ไปเจรจาต่างๆ นานา
เกิดข่าวลือเรื่องดีลลับ ดีลเลิฟ ดีลลวง สารพัด ออกมาให้ได้ฮือฮา
แน่นอนว่าจะจริงเท็จแค่ไหน กาลเวลาคงต้องเป็นเครื่องพิสูจน์
อย่างไรก็ตามเรื่องดังกล่าวก็สะท้อนให้รู้ได้ว่า ความลับไม่มีในโลก ยิ่งเป็นโลกที่ข้อมูลข่าวสารส่งถึงกันอย่างว่องไวเช่นนี้
รวมทั้งปฏิกิริยาของคนในสังคมที่ปรับเปลี่ยน ไม่มีอีกแล้วที่จะสนใจการเมืองเฉพาะแค่ตอนเลือกตั้ง หรือที่เรียกว่าประชาธิปไตย 4 วินาทีตอนเข้าคูหา เลือกแล้วก็จบกัน ว่ากันอีกที 4 ปีหน้า
แต่ติดตามกดดันให้ความเห็น และอยากให้พรรคการเมืองที่ตนเลือกเดินไปตามเส้นทางที่ได้สัญญากันไว้อย่างจริงจังและเข้มแข็ง
รวมทั้งปัจจัยที่จะลงคะแนน ย่อมไม่ใช่เรื่องของบุญคุณ หรือแค่ความเคยชินเหมือนในอดีต สิ่งเหล่านี้บรรดา ‘บ้านใหญ่’ หรืออดีตสส.ที่สอบตก ย่อมยืนยันได้เป็นอย่างดี
ดังนั้นการเมืองในปัจจุบันจึงต้องตรงไปตรงมา
ประเภทพูดอย่างทำอีกอย่าง พลิกลิ้นไปเรื่อยๆ แม้จะได้ประโยชน์ในตอนต้น แต่สุดท้ายแล้วก็มีราคาที่ต้องจ่าย
นั่นก็คือความเชื่อมั่นจากประชาชน ที่จะไม่หวนคืนมาอีกต่อไป!!
รุก กลางกระดาน