ผ่านมาแล้ว 3 เดือนหลังการเลือกตั้ง แต่ก็ยังต้องลุ้นอยู่ทุกขณะว่าเมื่อไหร่ประเทศถึงจะมีรัฐบาลอำนาจเต็ม
แน่นอนว่าทุกอย่างอยู่ที่ผลโหวตในรัฐสภา ที่ตอนนี้พรรคเพื่อไทย กลายเป็นพรรคแกนนำรวบรวมเสียงจากทั้งสส.และสว.
แต่อีกปัจจัยหนึ่งที่ยังเป็นเงื่อนไข นั่นก็คือผลการประชุมของศาลรัฐธรรมนูญในวันที่ 16 ส.ค. จะออกมาในทิศทางใด
จะรับคำร้องของผู้ตรวจการแผ่นดิน เรื่องการตีความข้อบังคับการประชุมขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญไว้วินิจฉัยหรือไม่
และหากรับไว้ จะมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวหรือไม่อย่างไร
หากไม่รับไว้พิจารณา หรือรับไว้ แต่ไม่มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ย่อมทำให้การโหวตเลือกนายกฯ สามารถเดินหน้าต่อไป
ล่าสุดก็มีความเห็นจากสว.วันชัย สอนศิริ ที่ระบุว่าวันที่ 18 ส.ค. เป็นวันดี วันแห่งพลังอำนาจ
และแม้ข้อบังคับการประชุมข้อที่ 20 จะกำหนดให้นัดประชุมรัฐสภาล่วงหน้า 3 วัน แต่ก็เปิดโอกาสเป็นดุลพินิจของประธานสภา หากเห็นสมควรนัดเร็วกว่านั้น
จึงมีความเป็นไปได้อย่างยิ่งว่าภายในสัปดาห์นี้ เราจะได้เห็นหน้านายกรัฐมนตรีคนที่ 30
แต่กระนั้นก็ยังไม่ใช่เรื่องที่จะต้องโห่ร้องแสดงความยินดี
เพราะนี่เป็นเพียงก้าวแรกของการจัดตั้งรัฐบาล ที่เริ่มต้นด้วยคะแนนติดลบ จากการใช้ต้นทุนของตัวเอง โดยเฉพาะของพรรคเพื่อไทย กรุยทางให้ได้มาก
เป็นย่างก้าวที่สาหัสสากรรจ์ ถูกคำครหามากมาย ถูกรุมประณาม จนมีอีกหลายเรื่องที่รอการพิสูจน์
ไม่ว่าจะเป็นการตั้งครม. ที่สังคมยอมรับได้ การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจที่คิดเสมอว่าเป็นจุดเด่นของพรรคเพื่อไทยเอง แต่จะไหวกับวิกฤตที่เผชิญ และโลกที่เปลี่ยนไปหรือไม่
การแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ ที่ต้องคัดง้างกับกลุ่มอำนาจเก่าที่วางคนฝังลึกเอาไว้ร่วมสิบปี
หรือการจัดสรรผลประโยชน์ให้ลงตัวกับพรรคร่วม รัฐบาลผสม การต่อรองผลประโยชน์ และโควตาต่างๆ
ทั้งหมดล้วนเป็นงานยากที่พรรคเพื่อไทยต้องรับไว้ โยนให้ใครก็ลำบาก
ถ้าทำได้เสมอตัว แต่ถ้าทำไม่ได้ ก็คงพอนึกภาพออกว่าอะไรจะเกิดขึ้น!!!
รุก กลางกระดาน