สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า เปิดเผยผลการติดตามการฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังการแพร่ระบาดของโควิด
พบว่าไม่ได้เกิดขึ้นอย่างเท่าเทียมกัน โดยเฉพาะกลุ่มรายได้น้อย กลุ่มเศรษฐกิจนอกระบบ และกลุ่มเปราะบาง
ยังปรับตัวต่อบริบททางเศรษฐกิจที่เปลี่ยนไปได้ต่ำกว่ากลุ่มที่มีรายได้ปานกลางขึ้นไป
นอกจากนี้ ยังพบความแตกต่างกันในประชากรแต่ละกลุ่ม ทำให้ความสามารถกลับมาทำงาน และการฟื้นตัวของรายได้ต่างกันด้วย
ขณะเดียวกัน UNICEF สำรวจการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจไทยปี 2565 โดยแบ่งกลุ่มตามรายได้เป็น 5 กลุ่ม เรียงลำดับตามฐานะทางเศรษฐกิจ ตั้งแต่กลุ่มยากจนที่สุด จนถึงกลุ่มที่มีรายได้สูงที่สุด
พบว่ากลุ่มยากจนที่สุดและยากจน มีอัตราการกลับมาทำงานเพียง 62% และ 73% ตามลำดับ
น้อยกว่ากลุ่มรายได้สูงและรายได้สูงที่สุด ที่มีอัตราการกลับมาทำงานมากถึงกว่า 90%
สะท้อนให้เห็นว่าผู้มีรายได้ต่ำกว่า ยังขาดความสามารถหางานทดแทน หรือประกอบอาชีพใหม่ เกิดความเหลื่อมล้ำเพิ่มขึ้น
มีเพียง 28% ของกลุ่มที่ยากจนที่สุดเท่านั้น ที่สามารถกลับมามีรายได้เท่าเดิมหรือมีรายได้เพิ่มขึ้น โดยกลุ่มคนที่มีรายได้น้อยกว่ามีแนวโน้มฟื้นตัวจากสถานการณ์โควิดที่ต่ำกว่าเป็นอย่างมาก
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผอ.สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า ชี้ว่า เพื่อลดความเหลื่อมล้ำดังกล่าว หน่วยงานทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน รวมถึงภาคประชาชน จำเป็นต้องออกนโยบายช่วยเหลือค่าครองชีพ
นอกจากเศรษฐกิจไทยยังฟื้นช้าแล้ว ยังมีปัญหาเงินเฟ้อ ทำให้ประชาชนหลายกลุ่มมีรายได้ไม่เพียงพอต่อรายจ่าย ดังนั้นควรใช้งบประมาณพัฒนาและสนับสนุนเฉพาะกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มเศรษฐกิจฐานราก กลุ่มที่ประกอบอาชีพที่อยู่ในเศรษฐกิจนอกระบบ และกลุ่มเปราะบาง
เช่น การพักชำระหนี้ สนับสนุนเงินทุนหรือเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ พัฒนาทักษะแรงงาน และผู้ประกอบการกลุ่มที่อยู่ในเศรษฐกิจนอกระบบ เป็นต้น
เป็นอีกปัญหาที่ท้าทายรัฐบาลชุดใหม่!!
เภรี กุลาธรรม